
แนนนี บาย โนอา ใช้ประสบการณ์สร้างธุรกิจ
ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายไม่น้อย เมื่อเจ้าของธุรกิจ “แนนนี บาย โนอา”
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายไม่น้อย เมื่อเจ้าของธุรกิจ “แนนนี บาย โนอา” บริษัทพี่เลี้ยงเด็กที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมอย่างสูงในมหานครนิวยอร์กของสหรัฐอยู่ในขณะนี้ จะเป็นเพียงเด็กสาวที่เพิ่งจะขึ้นชั้นมัธยมปลายวัย 15 ปีอย่าง โนอา มินท์ซ
ความจริงที่ปรากฏขึ้น ส่งผลให้สื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนักในสหรัฐ ต่างรีบเชิญตัวสาวน้อยอัศจรรย์รายนี้มาออกรายการเพื่อบอกเล่าถึงที่มาที่ไปและเคล็ดลับความสำเร็จที่ผลักดันให้ มินท์ซ ขึ้นแท่นเป็นเถ้าแก่น้อย
ทั้งนี้ มินท์ซ เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่มาของธุรกิจพี่เลี้ยงเด็กของตนในครั้งนี้ มาจากประสบการณ์ตรงในชีวิตจริงของตนเอง โดยเจ้าตัวเปิดใจว่า ด้วยความที่เป็นเด็กที่เกิดและเติบโตในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ทำให้เข้าใจเป็นอย่างดีว่าพี่เลี้ยงเด็กมีความสำคัญมากมายเพียงใด และเข้าใจอย่างลึกซึ้งอีกว่าเด็กต้องการอะไรจากพี่เลี้ยงเด็ก
“พ่อแม่ของฉันทำงานทั้งคู่ ทำให้ไม่มีเวลาดูแลฉันและจำเป็นต้องพึ่งพาบริการพี่เลี้ยงเด็กอย่างช่วยไม่ได้” มินท์ซ เล่า ก่อนขยายความว่า บรรดาพี่เลี้ยงเด็กที่พ่อแม่จัดหามาให้นั้นไม่ถูกใจเจ้าของกิจการรายนี้เลยสักคน เนื่องจากพี่เลี้ยงแต่ละคนนั้น หากไม่นั่งอยู่ข้างสนามเด็กเล่น ก็นั่งเล่นสมาร์ทโฟน แล้วปล่อยให้เด็กๆ ที่ตนดูแลวิ่งเล่นกันเอง
มินท์ซ ระบุว่า ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้จำเป็นต้องเปิดอกคุยกับแม่อย่างชัดเจนว่า เงินค่าจ้างพี่เลี้ยงเป็นการใช้เงินที่ไม่คุ้มค่า และพี่เลี้ยงเด็กที่ผ่านมาทำให้ตนเองแทบคลั่ง
แม้ดูเหมือนจะเป็นงานที่ง่าย แต่การเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ดี โดยเฉพาะพี่เลี้ยงสำหรับเด็กที่เติบโตในเมืองใหญ่ ไม่ใช่งานกล้วยๆ อย่างที่ใครคิด อีกทั้งไม่ใช่งานรายได้น้อยอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ โดยมีรายงานประเมินว่า รายได้ของพี่เลี้ยงเด็กในเมืองใหญ่เช่นนิวยอร์กนี้ สูงถึง 400 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 หมื่นบาท) ต่อสัปดาห์ ขณะที่หากเป็นครอบครัวผู้มีอันจะกิน ค่าตอบแทนรายเดือนอาจสูงถึงเลข 6 หลักได้ไม่ยาก
“ฉันรู้ดีว่าเด็กต้องการอะไรจากพี่เลี้ยง ดังนั้นฉันจึงเริ่มทำธุรกิจ (จัดหาพี่เลี้ยงเด็ก) โดยมีครอบครัวของเพื่อนเป็นลูกค้ารายแรกๆ ซึ่งพวกเขาคิดว่าเป็นแนวคิดที่ไม่เลวที่จะให้เด็กอย่างฉันช่วยหา
พี่เลี้ยงเด็กให้” มินท์ซ กล่าว
ความสำเร็จในขั้นต้นที่สามารถหาพี่เลี้ยงได้ถูกใจเด็กและตอบโจทย์คุณภาพของผู้ปกครอง ทำให้ชื่อเสียงของตนเป็นที่รู้จัก จนตัดสินใจ ก่อตั้งเป็นบริษัท “แนนนี บาย โนอา” ในปี 2012 โดยมีพ่อเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการและด้านการเงิน
ปัจจุบันกิจการของมินท์ซ มีพี่เลี้ยงเด็กประจำและพาร์ตไทม์ทั้งหมด 150 คน ให้บริการลูกค้ามากกว่า 190 คน โดยตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการบอกเล่าแบบปากต่อปากของลูกค้าที่พอใจในบริการ และบริษัทมีรายได้ขณะนี้อยู่ที่ 3.75 แสนเหรียญสหรัฐ
นอกจากการประยุกต์นำประสบการณ์ตรงของตนเองมาเป็นพื้นฐานธุรกิจแล้ว มินท์ซ กล่าวว่า เคล็ดลับต่อมาก็คือการคัดกรองพี่เลี้ยงเด็กอย่างเข้มงวด ซึ่งในส่วนนี้ มินท์ซ เป็นผู้ลงมือสัมภาษณ์พี่เลี้ยงเด็กแต่ละคนด้วยตนเอง เพื่อทดสอบภาวะทางอารมณ์ ก่อนที่จะลงมือตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของพี่เลี้ยงเด็กที่สมัครเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของแนนนี บาย โนอาอย่างละเอียดถี่ยิบ โดยในขั้นแรกบริษัทจะหักค่านายหน้าจากการเข้าสังกัดที่ 15% จากงานพี่เลี้ยงเด็กครั้งแรก ซึ่งเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 5-8 หมื่นเหรียญสหรัฐ/งาน และจะหักอีก 5% สำหรับงานพี่เลี้ยงเด็กชิ้นต่อไป
“มันยากที่จะกำหนดคุณสมบัติของพี่เลี้ยงเด็ก เอาเป็นว่าอย่างน้อยที่สุดคนคนนั้นต้องมีพื้นฐานจิตใจที่มั่นคง กล้าและพร้อมที่จะกระโดดลงมาคลุกฝุ่นกับเรา (เด็กๆ)” มินท์ซ สรุป
อย่างไรก็ตาม มินท์ซ ยอมรับว่าแม้จะมุ่งมั่นตั้งใจเพียงใด แต่ด้วยความที่ยังมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือ ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจจ้างนักบริหารอาชีพเข้ามาช่วยดูแลเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่ง มินท์ซ ระบุว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับธุรกิจที่เพิ่งจะเริ่มต้นของตนเอง กระนั้น เถ้าแก่น้อยรายนี้ระบุชัดว่า จะยังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าของต่อไปอย่างเต็มที่
“ฉันจะพูดกับตัวเองเสมอว่า อย่าให้อายุมาขวางทางเธอเด็ดขาด” มินท์ซ ระบุเคล็ดลับความสำเร็จปิดท้าย
ความโดดเด่นของ"แนนนี บาย โนอา"
คัดกรองพี่เลี้ยงอย่างเข้มงวดเก็บข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อสร้างเครือข่ายให้บริการแบบครบวงจร







