posttoday
สับเละ ผลาญงบส่งออกเอื้อนายทุน ลอยแพเอสเอ็มอี

สับเละ ผลาญงบส่งออกเอื้อนายทุน ลอยแพเอสเอ็มอี

18 มิถุนายน 2553

ช่วงนี้ใบปลิวโจมตีการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในหลายโครงการปลิวว่อนถี่ยิบ จน รมว.พาณิชย์ ต้องสั่งปลัดกระทรวงตั้งคณะทำงานหลายต่อหลายชุด ไล่ควานหาตัวการจ้าละหวั่น เพื่อสยบข่าวลือ แทนที่จะเร่งสะสางโครงการต่างๆ ให้มีความโปร่งใส

ล่าสุด ไทยแลนด์ เบสต์ เฟรนด์ ที่ รมว.พาณิชย์ หมายมั่นปั้นมือจะทำผลงานเพื่อเกาะกระแสตัวเลขส่งออกที่กำลังรุ่งโรจน์แบบสุดๆ จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ก็กลายเป็นอีกโครงการที่กำลังถูกจับตามองว่า เอื้อธุรกิจใหญ่

นายสกนธ์ กัปปิยจรรยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีโอ สุกี้ไทยเรสเทอรองส์ กล่าวว่า โครงการไทยแลนด์ เบสต์ เฟรนด์ ไม่ได้ส่งผลภาพลักษณ์ต่อการส่งออกไทยในภาพรวม เพราะเป็นเพียงการสร้างภาพให้แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ถือเป็นการใช้งบประมาณที่สูงแต่กระจุกตัวเฉพาะกลุ่ม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้ประกอบการรายใหญ่ก็มีความได้เปรียบในแง่ธุรกิจอยู่แล้ว จึงเห็นว่ารัฐบาลควรกระจายงบประมาณมาช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีให้มีศักยภาพส่งออกมากกว่า

“การใช้งบ 80 ล้านบาท แต่กระจุกตัวอยู่แค่ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีศักยภาพ หรือมีความได้เปรียบในการส่งออกอยู่แล้ว ถือเป็นการใช้งบที่สูงเกินไป และไม่เกิดประโยชน์กับผู้ส่งออกเอสเอ็มอีที่เสียเปรียบยังไง ก็ยังคงต้องเสียเปรียบต่อไป เพราะการเหลียวแลขาดตอน ไม่ทำจริงจังต่อเนื่อง”

สิ่งที่ภาครัฐควรทำ คือ เข้ามาดูแลเอสเอ็มอี โดยแบ่งเป็นกลุ่มสินค้า เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มเครื่องหนัง ช่วยส่งเสริมให้ออกไปทำตลาดหรือโรดโชว์ยังต่างประเทศ เมื่อ 34 ปีที่แล้ว ภาครัฐมีการดำเนินการในส่วนนี้ ซึ่งก็ได้ผล ทำให้เอสเอ็มอีไทยสามารถเปิดตลาดในต่างประเทศได้มาก แต่ปัจจุบันได้ตัดงบประมาณส่วนนี้ไป หรือมีก็น้อยมาก ทำให้การพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อการส่งออกขาดความต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นธุรกิจรากฐานของระบบเศรษฐกิจไทย

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การใช้มาตรการกระตุ้นการส่งออกของภาครัฐไม่ได้มีผลมากต่อยอดส่งออกในภาพรวม เพราะการส่งออกอาศัยปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในส่วนปัจจัยภายใน ต้องอาศัยศักยภาพของผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก ยิ่งปีนี้เป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ว่าส่งออกจะโตได้ 1415% ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะปีที่แล้วส่งออกติดลบ 1415%

ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องทุ่มเงินจำนวนมากเกินเหตุ มาตรการที่มีอยู่ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะรู้จักช่องทางในการทำตลาดเหนือกว่าเอกชน โดยมองว่า มาตรการรัฐที่มักอ้างเรื่องกระตุ้นส่งออก เป็นเพียงการหาช่องทางใช้งบ ประมาณแผ่นดินเท่านั้น

รัฐบาลควรจะนำงบประมาณจำนวนนี้ไปส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะดีกว่า หรือหากต้องการจะส่งเสริมภาคเอกชนก็ต้องทำในจุดที่ภาคเอกชนต้องการจริงๆ เช่น มาตรการด้านภาษี อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เป็นต้น การช่วยเหลือในลักษณะนี้จะตรงกับความต้องการของภาคเอกชนมากที่สุด และครอบคลุมถึงทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ยุติธรรม และไม่ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า โครงการไทยแลนด์ เบสต์ เฟรนด์ ถือเป็นแนวคิดที่ดี เพราะเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น เพื่อได้พบกันก็มีโอกาส แต่ปัญหาอยู่ที่การนำไปปฏิบัติจริงว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน เพราะเดิมเคยมีโครงการในลักษณะนี้ออกมาเชิญให้ลูกค้า หรือผู้นำเข้ารายใหญ่จากต่างประเทศเดินทางมาไทย

ปัญหา คือ ผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้มาเอง แต่ให้ตัวแทนมา ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ เพราะไทยต้องการให้ผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสินใจเดินทางมาด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ไม่สามารถบังคับลูกค้าได้ว่าจะต้องส่งใครมา

แนวคิดนี้จึงต้องการปฏิบัติให้เกิดผลจริงๆ เมื่อเชิญลูกค้ามาแล้วก็ต้องจัดโปรแกรมดีๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักเมืองไทยมากขึ้น ไม่ใช่รู้จักกันเฉพาะการเป็นผู้ซื้อและผู้ขายเท่านั้น

การคัดเลือกลูกค้าหรือผู้นำเข้ารายใหญ่ที่จะมาเป็นสมาชิก ควรคัดเลือกผ่านสมาคมการค้าต่างๆ มากกว่าให้กระทรวงพาณิชย์ หรือหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้คัดเลือก เพราะหน่วยงานภาครัฐคงไม่รู้จักลูกค้าดีเท่าผู้ขาย

ที่สำคัญ ต้องมีการติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มลูกค้าที่เป็นสมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษไปนั้น มียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือเป็นการสั่งซื้อประจำอยู่แล้ว และจะเป็นลูกค้าต่อเนื่องกันไปหรือไม่ เป็นต้น เพราะในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่จะมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับปลายปีอยู่แล้ว ยอดคำสั่งซื้อจึงอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา

ผลจากการดำเนินโครงการนี้จึงต้องมีการติดตามอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่ายอดส่งออกเพิ่มขึ้น ก็อ้างว่าประสบความสำเร็จ เพราะแนวโน้มการส่งออกในปีนี้ต้องดีขึ้นกว่าปีก่อนแน่นอน

“งบประมาณ 80 ล้านบาท แลกกับกลุ่มเป้าหมายเชิญลูกค้ามา 150 ราย เฉลี่ยเท่ากับมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5 แสนบาทต่อคน เป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างเยอะ จึงต้องทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ