posttoday
ตลาดกำลังคิดอะไรกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินโลก

ตลาดกำลังคิดอะไรกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินโลก

18 มิถุนายน 2553

 

 

.....สุรศักดิ์  ธรรมโม

แม้ว่า คำว่า “ตลาด” โดยมากจะหมายถึง “สถานที่” ที่ประกอบกิจกรรมการซื้อมาขายไป แต่เมื่อคำนี้อยู่บนบริบทในวงการเศรษฐกิจและการเงิน “ตลาด” สามารถเป็นคำนามกว้างๆ ที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ใช้เรียก ผลการตัดสินใจ ความเห็น หรืออารมณ์ ขององค์กรทางการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อย รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องในการลงทุนและการวิเคราะห์การเงินต่อปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงิน รวมทั้งการลงทุนในระดับที่กว้างและแคบ กล่าวคือ ระดับที่กว้าง เช่น “แนวโน้มทางเศรษฐกิจ” และระดับที่แคบ คือ “แนวโน้มทางราคาของหลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน” เป็นต้น

นับตั้งแต่วิกฤตหนี้สินรัฐดูไบในปลายปี 2552 เป็นต้นมา ตลาดมุ่งเน้นความสนใจไปที่ “วิกฤตหนี้สินภาครัฐ” และพยายามประเมินผลกระทบของวิกฤตดังกล่าวในประเทศที่มีปัญหาหนี้สินสาธารณะในระดับที่สูงต่อจีดีพี ควบคู่ไปกับผู้เล่นในตลาดบางส่วน เช่น กองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) นักลงทุนสถาบันได้ใช้โอกาสเข้าไปเก็งกำไร ดังจะเห็นจากวิกฤตหนี้สินภาครัฐของประเทศกรีซ ซึ่งพบว่ากองทุนเก็งกำไรและนักลงทุนสถาบันบางส่วนได้เข้าไปเก็งกำไรในตราสารอนุพันธ์ CDS และค่าเงินยูโรอย่างหนักนับตั้งแต่ต้นปี 2553 จนถึงเดือน เม.ย. 2553 ที่ผ่านมา

แม้ว่านายกรัฐมนตรีกรีซจะโอดครวญ ทำนองว่า ประเทศกรีซกำลังจะถูกทำลายโดยเด็กหนุ่มในวอลสตรีตที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ (หมายถึงนักค้าตราสารทางการเงินที่มีอายุไม่มากและมีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ ซึ่งโดยมากทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐและนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาตราสารทางการเงิน ราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกเพื่อหาจังหวะในการเข้าทำการซื้อหรือขาย) แต่กองทุนเก็งกำไรและนักลงทุนสถาบันที่เห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของกรีซนั้น ไม่ได้สนใจไยดีต่อคำโอดครวญของนายกรัฐมนตรีกรีซแม้แต่นิดเดียว

ปัจจุบันนี้ ตลาดยังคงมุ่งเน้นความสนใจไปที่ “วิกฤตหนี้สินภาครัฐและผลต่อจากนั้น” ซึ่งในรอบ 23 เดือนที่ผ่านมา ตลาดได้เห็นความเคลื่อนไหวในการแก้ไขปัญหาของผู้นำยุโรปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ผู้นำยุโรปโดยเฉพาะเยอรมนีได้แสดงความเพิกเฉยต่อปัญหาวิกฤตหนี้สินภาครัฐของกรีซมาโดยตลอด

ความเคลื่อนไหวและมาตรการที่ออกมาโดยผู้นำยุโรปนั้น เช่น การเข้าไปช่วยเหลือกรีซร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในวงเงิน 1.1 แสนล้านยูโร และกองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงินของยุโรป (European Stabilization Mechanism) ในวงเงิน 7.5 แสนล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐจะสูงเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งการที่ประเทศในยุโรปหลายประเทศได้เริ่มเดินหน้าประกาศการลดการใช้จ่ายภาครัฐลงอย่างต่อเนื่องจะช่วยคลายความกังวลของตลาดในตอนแรกๆ ในเรื่องของการเบี้ยวหนี้ในวงเงินมหาศาลของประเทศที่มีหนี้สินสาธารณะสูงๆ เช่น กรีซ สเปน เหลือเพียงความกังวลว่าในอนาคตอาจจะมีการเบี้ยวหนี้บางส่วน ซึ่งเป็นวงเงินต่ำลงมากเมื่อเทียบกับวงเงินจากความกลัวก่อนหน้านั้น และตลาดเริ่มมั่นใจว่าในภาพรวมนั้นกลุ่มยูโรโซน 16 ประเทศ มีความมุ่งมั่นที่จะลดทอนความรุนแรงของปัญหาหนี้สินภาครัฐลง

แต่ความสงสัยของตลาดนั้นแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ณ ขณะนี้ ตลาดบางส่วนกำลังเริ่มสงสัยว่า ถ้ากลุ่มประเทศยูโรโซน 16 ประเทศเดินหน้าปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐลงได้จริงตามที่แถลงการณ์ให้ตลาดรับทราบก่อนหน้านั้น เศรษฐกิจยุโรปจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่ (Deflationary Stage) และผลจากภาวะเงินฝืดนี้จะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจยุโรปและสถาบันการเงินในยุโรป และจะส่งผลลบออกมายังนอกกลุ่มยุโรปหรือไม่

ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจบางประเทศในยุโรปจะกลับมาสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง (Double Dip Recession) เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศแรกในโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่เศรษฐกิจกลับเข้ามาสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง

สัจธรรมของเศรษฐศาสตร์หรือการตัดสินใจทางเศรษฐกิจข้อสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ทุกๆ การตัดสินใจเป็นการแลกเปลี่ยนผลการตัดสินใจที่ได้อย่างเสียอย่างเสมอ (Tradeoff) การเลือกเอาผลได้จากการลดหนี้สินสาธารณะภาครัฐต่อจีดีพี ด้วยการปรับลดมาตรการใช้จ่ายภาครัฐจะได้ข้อเสีย คือการขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรปจะชะลอตัวลงอย่างมาก หรือซ้ำร้ายจะเข้าสู่ภาวะหดตัว

ความคุ้มค่าของการตัดสินใจของผู้นำยุโรปในครั้งนี้ จะถูกต้องหรือไม่ อีกไม่เกิน 1 ปีจากนี้ไปคงจะได้เห็นผลกัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ