
ผู้นำในบทโค้ช (3)
ดิฉันได้กล่าวถึงสมรรถนะที่สำคัญสามข้อแรกไปแล้ว
โดย...ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ
ดิฉันได้กล่าวถึงสมรรถนะที่สำคัญสามข้อแรกไปแล้ว
ต่อไปเป็นทักษะที่สำคัญในการโค้ช นั่นคือการฟังอย่างโค้ช ถามอย่างโค้ช และพูดอย่างโค้ช การสื่อสารแบบโค้ชถือว่าเป็นการสื่อสารขั้นล้ำหน้าก็ว่าได้ ถ้าทำได้ดีก็จะทำให้ทั้งผู้บริหารและผู้ใต้บังคับบัญชามีความสุขมากขึ้นในการร่วมงานกัน
ข้อที่สี่ เป็นเรื่องการฝึกการฟังแบบโค้ช ความหมายคือ ความสามารถในการฟังทั้งสิ่งที่โค้ชชี่พูดออกมาและไม่ได้พูดออกมา เช่น สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ซึ่งต้องใช้การสังเกต เช่น สอดคล้องกับคำพูด หรือถ้าไม่สอดคล้องมีอะไรที่โค้ชต้องถามให้แน่ใจก่อน โดยเฉพาะต่างวัฒนธรรม ต่างมีการแสดงออกทางภาษากายแตกต่างกันในการสนทนา
คนในวัฒนธรรมหนึ่งๆ เรียนรู้รูปแบบการสนทนาจากวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมา รวมถึงเรียนรู้จากสำนวนและสุภาษิต เช่น “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ความเงียบหรือการพยักหน้า จึงอาจไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยเสมอไป
เทคนิคคือโค้ชควรบอกโค้ชชี่ตรงๆ ว่าสังเกตอะไร และถามเพื่อสร้างความกระจ่างชัดว่า สิ่งที่โค้ชเข้าใจนั้นตรงกับความหมายของโค้ชชี่หรือไม่ ในข้อนี้ ผู้ที่คิดเร็วทำเร็วจึงต้องชะลอตนเองในการรับฟัง ไม่ด่วนสรุป
ดิฉันเรียกการฟังแบบโค้ชว่า การฟังแบบห้าดาว
ฟังแบบดาวเดียว คือ ฟังแบบรอจังหวะสวนกลับ ระหว่างฟังจะคิดตลอดเวลาว่าเดี๋ยวได้โอกาสจะพูดหรือถามอะไร ฟังแบบสองดาวคือ ฟังแล้วนึกถึงเรื่องของตนเองที่มีประสบการณ์คล้ายกัน จึงรอโอกาสที่จะได้เล่าเรื่องตนเอง
ฟังแบบสามดาวคือ ฟังเพื่อรอสั่งรอสอน เพราะหวังดีจะเห็นว่าฟังแบบสามดาวแรก โฟกัสอยู่ที่ตัวโค้ช ไม่ใช่โค้ชชี่ การฟังแบบสี่ดาว ดีขึ้นมาอีกนิดคือ ฟังแล้วอยากรู้อยากเห็นเพิ่มเติม จึงถามจนเข้าใจถ่องแท้
แต่การฟังแบบห้าดาว ไม่ได้หมายถึงการเข้าใจความหมายของโค้ชชี่ถ่องแท้เท่านั้น แต่หมายถึงการช่วยให้โค้ชชี่เข้าใจตนเองชัดขึ้นด้วยค่ะ
คุณเป็นผู้ฟังแบบกี่ดาวค่ะ







