
ลดน้ำหนักกลุ่มอาหาร เหลือ....เท่ากับตลาด
....บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)
นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มอาหาร จาก
“มากกว่าตลาด” เป็น “เท่ากับตลาด” เนื่องจากกลุ่มกำลังเข้าสู่ช่วงที่ผลประกอบการสูงสุด และกลุ่มอาหารบางส่วนยังจำเป็นต้องพึ่งพาสภาวะอากาศอยู่ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง จึงเลือกที่จะทยอยลดน้ำหนักในช่วงที่ผลประกอบการขึ้นสูงสุด หรือจนกว่าจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสภาวะอากาศในปี 2554 เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จึงปรับคำแนะนำลงเป็น
“ถือ” หุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และสะสมเพื่อการเก็งกำไรสำหรับหุ้นบริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF)บล.เคจีไอ คาดว่ากลุ่มอาหารจะรายงานผลประกอบการที่ดีเยี่ยมในไตรมาส 3 ปี 2553 ซึ่งปกติจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่มอาหาร จากความต้องการจากตลาดทั้งในและนอกประเทศที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งผู้นำเข้าจะเริ่มกักตุนสินค้าในไตรมาส 3 ก่อนฤดูการเฉลิมฉลอง ในขณะที่ปรากฏการณ์ El Nino ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงในเขตประเทศเกษตรกรรมสำคัญ ทำให้อุปทานขาดแคลนในตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ จากผลิตภัณฑ์ที่มีจำกัดราคาอาหารปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในตลาดส่งออกและในประเทศ
กุ้งเป็นที่ต้องการ
จากสภาวะกุ้งขาดแคลนในตลาดโลก คาดว่าการส่งออกกุ้งจะเพิ่มขึ้น 1520% ในปี 2553 โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ส่งออกกุ้งสำคัญของโลก อันประกอบด้วย จีน อินโดนีเซีย และเอกวาดอร์ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวมคิดเป็น 45% ของการส่งออกกุ้งในตลาดโลก ต่างประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ ทั้งนี้จีนและเอกวาดอร์ต่างประสบปัญหาสภาวะอากาศแปรปรวน กล่าวคือ สภาวะอากาศเย็นเกินไปในจีน ในขณะที่ร้อนเกินไปในเอกวาดอร์ ในขณะที่ผู้ประกอบการในอินโดนีเซียก็มีปัญหาเกี่ยวกับไวรัสในกุ้ง นอกจากนี้ผู้ประกอบการในไทยก็คาดว่าจะขายกุ้งได้เพิ่มขึ้นให้กับสหรัฐ ซึ่งผลิตภัณฑ์ลดลง เนื่องจากมีปัญหาน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก
ด้านสมาคมผู้ผลิตกุ้งแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า ผู้นำเข้าสหรัฐต่างเสาะหาสินค้าเพิ่มจากต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของกุ้งที่จับได้ในอ่าว ทำให้ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยเริ่มได้ประโยชน์จากกรณีดังกล่าว โดยราคาส่งออกไปยังตลาดสหรัฐได้ปรับตัวขึ้น 20% ภายในหนึ่งสัปดาห์เมื่อต้นเดือน มิ.ย. และคาดว่าความต้องการที่อยู่ในระดับสูงในตลาดส่งออกจะช่วยผลักดันราคากุ้งในตลาดในประเทศด้วย
อัตรากำไรเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น
นอกจากยอดขายที่เติบโตดีแล้ว ยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้น จากสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น และขนาดการดำเนินงานที่ใหญ่ขึ้น ทั้งนี้บริษัทในกลุ่มต่างตั้งเป้าเพิ่มอาหารพร้อมรับประทานเพิ่ม เพื่อเสริมให้กำไรปรับตัวสูงขึ้น อาหารพร้อมรับประทานมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจ OEM และการเกษตรถึง 3 เท่า รวมถึงมีอัตราของเสียต่ำกว่า
ในขณะที่ธุรกิจการเกษตรนั้นพึ่งพาสภาวะอากาศอย่างยิ่งยวด ซึ่งยากที่จะคาดเดา (ในกรณีของ CPF) สำหรับธุรกิจ OEM (ในกรณีของ TUF) แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะคาดเดาได้ง่ายกว่าธุรกิจการเกษตร ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดายอดขาย เนื่องจากตัวเลขยอดขายจะเคลื่อนไหวตามราคาวัตถุดิบ ดังนั้นอาหารพร้อมรับประทานจึงเป็นทางออกที่ดีในแง่ของอัตรากำไรและยอดขาย นอกจากนี้โดยปกติยอดขายที่ดีในไตรมาส 3 จะให้ผลตอบแทนในแง่ของการประหยัดต่อขนาดจากยอดขายที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งหมายถึงอัตรากำไรที่สูงขึ้นด้วย จากการคาดการณ์เกี่ยวกับยอดขายที่อยู่ในระดับสูง เราคาดว่ากลุ่มอาหารจะรายงานอัตรากำไรที่ดีในไตรมาส 3 ปี 2553
ราคาหุ้นกลุ่มอาหารได้ปรับตัวสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2551 จากปัญหาเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิดมีจำกัด ทำให้ราคาอาหารปรับตัวขึ้น ค่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (GDP) มีความสัมพันธ์ในระดับต่ำต่ออัตราการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ 41.9% ซึ่งหมายถึงว่ากลุ่มไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกถดถอยในปี 2552 ดังนั้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง กลุ่มอาหารจึงเป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากยอดขายไม่ได้เคลื่อนไหวตามเศรษฐกิจ
แม้ว่าเศรษฐกิจโลกได้ปรับตัวขึ้นจากที่เคยถดถอยในปี 2553 กลุ่มอาหารยังคงปรับตัวได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นไทย เนื่องจากราคาอาหารยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้นไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหภาพยุโรป
ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มอาหารจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหภาพยุโรป เชื่อว่าอาหารจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะลด ทั้งนี้คาดว่าพฤติกรรมการบริโภคจะเปลี่ยนไป โดยสังเกตว่าในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้บริโภคจะเปลี่ยนจากการบริโภคเนื้อราคาแพงไปเป็นเนื้อที่มีราคาถูกกว่า เช่น จากกุ้งขนาดใหญ่เป็นกุ้งขนาดเล็ก หรือจากเนื้อวัวเป็นไก่และปลาทูน่าแทน นอกจากนี้ผู้ซื้อยังจะเปลี่ยนจากการซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าหรูมาเป็นร้านลดราคามากยิ่งขึ้น ดังนั้นตัวเลขการบริโภคในภาพรวมน่าจะเท่าเดิม ซึ่งหมายถึงผลกระทบที่ไม่มีนัยสำคัญ
CPF : ประโยชน์ที่ได้จากแนวโน้มผลิตภัณฑ์ที่จำกัด
หลังผลประกอบการที่ดีในไตรมาส 1/2553 CPF ปรับเพิ่มประมาณการยอดขายและกำไรของบริษัทในปี 2553 เป็นเติบโต 20.0% ตามธุรกิจในต่างประเทศที่ดี ราคาเนื้อสัตว์ในประเทศและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือที่อยู่ในระดับสูง ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้มีโอกาสให้ตัวเลขจริงออกมาสูงกว่าประมาณการของเรา เนื่องจากเราคาดว่ายอดขายจะเติบโตเพียง 11.4%
นอกจากนี้ บริษัทยังเห็นว่ามีโอกาสที่ยอดขายจะเติบโตสูงกว่าที่คาด หากญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปกลับมานำเข้าไก่แช่แข็งจากไทยอีกครั้ง หลังปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อปริมาณการส่งออกและราคาเนื้อไก่ในประเทศ
อุณหภูมิในปี 2553 จะพุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ
กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยได้คาดการณ์ว่า อุณหภูมิในประเทศไทยในปี 2553 จะพุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ จากปรากฏการณ์ El Nino ซึ่งเริ่มขึ้นในไตรมาส 4/2552 และคาดว่าจะสิ้นสุดในกลางปีนี้ นอกจากนี้ยังคาดอีกว่าปริมาณฝนที่ตกในปี 2553 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้อุณหภูมิและสภาวะภัยแล้งในปี 2553 อยู่ในระดับสูง แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนไปแล้ว ก็มีการคาดการณ์ว่าฝนจะตกแค่ในช่วงครึ่งแรกของเดือน มิ.ย. และจะเว้นช่วงจนถึงครึ่งหลังของเดือน ก.ค. กรมอุตุฯ ยังคาดอีกว่า 60 ใน 76 จังหวัดจะประสบปัญหาภัยแล้งในปีนี้ สภาวะอากาศร้อนไม่เป็นผลดีต่อปศุสัตว์ เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้สัตว์เติบโตช้า หมายถึงสภาวะผลิตภัณฑ์ที่จำกัดจะต่อเนื่องไปในไตรมาส 3/2553
ราคาเนื้อไก่สูงเป็นประวัติการณ์ในเดือน พ.ค.
CPF ประกาศราคาปศุสัตว์ในระดับสูงในเดือน พ.ค. ตามแนวโน้มอุปทานที่มีจำกัดจากสภาวะอากาศร้อนและโรคระบาด ทั้งนี้ราคาเนื้อไก่ได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 47.00 บาท/กก. คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ 56.7% ในขณะที่ราคาเนื้อสุกรก็สูงถึง 61.00 บาท/กก. คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นถึง 22.0% นอกจากนี้สภาวะอากาศร้อนยังดันราคาไข่ให้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 2.60 บาท/ฟอง คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ 18.2% จากอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยและปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในประเทศไทย คาดว่าราคาปศุสัตว์จะดีต่อเนื่องในไตรมาส 3/2553
TUF : อาจได้ปัจจัยบวกจากการควบรวมกิจการ
จากข้อมูลของ Wall Street Journal TUF ได้เข้าร่วมประมูลซื้อกิจการMWBrands (ผู้ผลิตอาหารทะเล ปลาทูน่า แซลมอน ปลาแมกเคอเรล และปลาซาดีนกระป๋องในปารีส) โดยมีกำหนดในการยื่นข้อเสนอสุดท้ายในสิ้นเดือน มิ.ย. ทั้งนี้ MWBrands ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำในธุรกิจอาหารทะเลในสหภาพยุโรป ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2549 เมื่อ H.J. Heinz ขายธุรกิจอาหารทะเลในยุโรปให้กับบริษัท Trilantic (Private Equity ของ Lehman Brothers ในอดีต) ตลาดสำคัญของบริษัทอยู่ในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์







