
บาทแข็งจนกระทบส่งออก...จริงหรือ?
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
เรามาดูเรื่องค่าเงินกับการส่งออกกันต่อนะครับ สำหรับคำถามว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อตัวเลขส่งออกอย่างเป็นนัยหรือไม่ คงต้องดูข้อมูลย้อนหลังโดยเปรียบเทียบข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยปี 2554 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 30.13 บาท/เหรียญสหรัฐ ปีนั้นส่งออกขยายตัวในเชิงดอลลาร์ร้อยละ 15.15
พอถึงปี 2555 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 30.89 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินบาทอ่อนค่าร้อยละ 2.55 แต่การส่งออกขยายตัวเพียงร้อยละ 2.99
สำหรับปี 2556 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 30.23 ส่งออกขยายตัวติดลบร้อยละ -0.32 เมื่อเปรียบเทียบกับการส่งออกในปี 2557 ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนทั้งปีเฉลี่ย 32.14 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินบาทอ่อนค่าถึงร้อยละ 6.32 แต่การส่งออกกลับขยายตัวติดลบร้อยละ -0.41
แสดงให้เห็นว่าถึงแม้เงินบาทอ่อนค่าก็ไม่ได้ทำให้การส่งออกขยายตัว กลับติดลบมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ที่หยิบยกเปรียบเทียบข้อมูลก็เพื่อไม่ให้หลงทางในเชิงนโยบายเหมือนที่รัฐบาลที่ผ่านมาในอดีตเคยกดดัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ลดดอกเบี้ยเพื่อกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า เพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าหรือแข็งค่าถึงแม้นจะมีผลต่อการส่งออก แต่ก็คงไม่ได้ทำให้การส่งออกชะลอตัว
ปัจจัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าว่า กระเป๋าตุงหรือกระเป๋าแห้ง เหมือนกับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาคู่ค้าหลักส่งออกของไทยล้วนประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย
อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารกลางยุโรปมีการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านมาตรการซื้อสินทรัพย์หรือคิวอี โดยออกพันธบัตรเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นและจีนล้วนใช้วิธีที่คล้ายกันในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิด “วิกฤตเงินท่วมโลก” และมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดการเงินของประเทศต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ขณะที่ผลตอบแทนดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปอยู่ที่อัตราต่ำมากร้อยละ 0.05 และดอกเบี้ย (เฟด) ของสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ที่ร้อยละ 0.025 โอกาสที่จะเห็นเงินไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ประเทศจีนจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวบวกกับการลดดอกเบี้ยเงินฝากมาตรฐานเหลือเพียงร้อยละ 2.75 คงไม่ใช่เป้าหมายที่เงินจะไหลเข้าไปลงทุนเหมือนที่ผ่านมา
ประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มประเทศในอาเซียนซึ่งมีพื้นฐานเศรษฐกิจดีและมีดอกเบี้ยที่จูงใจ โดยเฉพาะประเทศไทยดอกเบี้ยพันธบัตรเฉลี่ยร้อยละ 2.26 เป็นผลตอบแทนซึ่งมีเสน่ห์ในการดึงดูดเงินเข้ามาลงทุน
ทางผู้เชี่ยวชาญการเงินเห็นว่าจากนี้ 2-3 ปีข้างหน้า จะมีกระแสเงินไหลเข้าในภูมิภาคนี้มากกว่า 1.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจเกิดสภาพ “Capital Inflow Shock” ถึงแม้ว่า ขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนของไทยอาจจะมีเสถียรภาพถึงจะแข็งค่า แต่ก็ยังถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และอยู่ในสภาวะสอดคล้องกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
แต่โอกาสความเสี่ยงที่เงินจะไหลเข้าอย่างผิดปกติซึ่ง ธปท.ควรกำหนดมาตรการที่เหมาะสมไว้รับมือกับเงินบาทจะแข็งค่าก็มีความเป็นไปได้สูง ส่วนจะกระทบส่งออกมากน้อยเพียงใดคงต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง







