
วิบากกรรมข้าราชการ
ผลจากการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการทุจริตในสัญญาซื้อขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 ฉบับ มีผู้ถูกชี้มูลความผิด 21 ราย เป็นนักการเมือง 3 ราย ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ 3 ราย และเอกชนอีก 15 ราย
แม้ว่ากระบวนการสั่งฟ้องรวมทั้งการอุทธรณ์จากการชี้มูลความผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะใช้ระยะเวลาอีกหลายปี แต่ในส่วนของข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่มีชื่อพัวพันกับคดีดังกล่าว กำลังถูกพิจารณาโทษทางวินัยตามกฎหมายของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวง ที่กำหนดโทษไว้ 5 ข้อ คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก (ให้ออก) และไล่ออก
การพิจารณาโทษวินัยข้าราชการนั้นถือว่าร้ายแรงสำหรับคนที่เป็นข้าราชการมาก เพราะการถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไลออก ที่ผ่านการพิจารณาของ อ.ก.พ.กระทรวง มีผลต่อชีวิตไม่น้อย หากปลดออกในกรณีกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ยังคงใหมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญเสมือนวาผูนั้นลาออกจากราชการ แต่หากเป็นการไล่ออกซึ่งถือเป็นโทษทางวินัยสูงสุดจะไม่ได้รับสิทธิใดๆ
กรณีการชี้มูลความผิดทุจริตสัญญาข้าวจีทูจี มีข้าราชการที่ยังมีสถานะเป็นข้าราชการในปัจจุบัน 2 คน คือ นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ซึ่งกำลังถูก อ.ก.พ.กระทรวง พิจารณาโทษในเร็วนี้ๆ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า จะมีการประชุม อ.ก.พ.กระทรวงพาณิชย์ ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาโทษของสองข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่ไปเกี่ยวข้องกับการชี้มูลความผิดสัญญาข้าวจีทูจี หลังจากได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการ โดยการพิจารณาจะต้องให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หรือภายในวันที่ 21 มี.ค.นี้
อ.ก.พ.กระทรวง จะมีมติออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการ หากพิจารณาแล้วว่าเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงก็จะมีโทษความผิดคือให้ออกกับไล่ออก โดยข้าราชการทั้งสองรายไม่จำเป็นต้องมาให้ข้อมูลกับทางคณะกรรมการแล้ว
กรณีของการชี้มูลความผิดสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีที่เกี่ยวข้องกับสองข้าราชการ ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงดังนั้นการพิจารณาโทษทางวินัยจึงเป็นไปได้แค่ 2 ทาง คือ ปลดออกและไล่ออกเท่านั้น เหมือนในกรณีของการทุจริตโครงการข้าวถุงช่วยประชาชน ที่คณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ได้มีมติให้นายสมศักดิ์ วงศ์วัฒนศานต์ รองผู้อำนวยการ อคส. ออกจากราชการไว้ก่อนเช่นกัน หลังผลการตรวจสอบพบว่ามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตข้าวถุง
ขณะที่ข้าราชการอีกรายที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจากกรณีสัญญาข้าวจีทูจี คือ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แม้ว่าจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็ถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาย้อนหลัง ยังไม่รวมอดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์อีกรายที่กำลังถูก ป.ป.ช.ขยายผลสอบสวนข้อเท็จจริงสัญญาขายข้าวจีทูจีเพิ่มเติม 14 ล้านตัน ในสมัยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
มติของ อ.ก.พ.กระทรวงพาณิชย์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ถือเป็นการสร้างหน้าประวัติศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ต่อการพิจารณาโทษทางวินัยสูงสุดกับข้าราชการ ที่สำคัญจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับข้าราชการที่ยังคงทำงานอยู่และรุ่นต่อไป ในการไตร่ตรองอย่างรอบคอบต่อการทำงานเพื่อสนองนโยบายทางการเมือง ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างหนัก







