posttoday
นักลงทุนไทยแกร่งรับมือความผันผวนได้มากขึ้น

นักลงทุนไทยแกร่งรับมือความผันผวนได้มากขึ้น

24 กุมภาพันธ์ 2558

ในอดีตตลาดหุ้นไทยจะวูบวาบไปตามแรงซื้อขายของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มผู้ลงทุนหลักที่มีอิทธิพลอย่างมาก วันดีคืนดีมีปัจจัยลบเข้ามา จนมีผลให้นักลงทุนกลุ่มนี้ต้องปรับมุมมองจาก “ซื้อ” มาเป็น “ขาย” วันนั้นจะเป็นวันที่ดัชนีหุ้นไทยร่วงระนาว กว่าดัชนีจะฟื้นตัว ใช้เวลาหลายเดือน

ในอดีตตลาดหุ้นไทยจะวูบวาบไปตามแรงซื้อขายของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มผู้ลงทุนหลักที่มีอิทธิพลอย่างมาก วันดีคืนดีมีปัจจัยลบเข้ามา จนมีผลให้นักลงทุนกลุ่มนี้ต้องปรับมุมมองจาก “ซื้อ” มาเป็น “ขาย” วันนั้นจะเป็นวันที่ดัชนีหุ้นไทยร่วงระนาว กว่าดัชนีจะฟื้นตัว ใช้เวลาหลายเดือน

มาบัดนี้ เหตุการณ์เหล่านั้นไม่เป็นดังเช่นวันวานอีกแล้ว ด้วยพัฒนาการอีกระดับของตลาดหุ้นไทย ซึ่งบรรจุไปด้วยนักลงทุนรายบุคคล ที่พัฒนาองค์ความรู้ด้านการลงทุนเต็มเปี่ยม พอเกิดเหตุการณ์ฝรั่งทิ้งหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยไม่ได้ร่วงแรงเหมือนในอดีต กลับมีแรงซื้อของนักลงทุนรายบุคคลสวนกลับ เข้ามารับโดยตลอด ไม่สนใจแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ จนทำให้นักลงทุนฝรั่งตกขบวนการลงทุนหลายต่อหลายครั้ง หลายต่อหลายเหตุการณ์ได้พิสูจน์มาแล้ว

ทำไมนักลงทุนรายบุคคลไทยถึงมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ในเรื่องนี้ ทางด้าน “เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ได้เปิดข้อมูลจำนวนบัญชีของนักลงทุนรายบุคคล ณ สิ้นปี 2557 มีจำนวน 1,098,731 บัญชี จากจำนวนผู้ลงทุนทั้งหมด 772,728 คน ในจำนวนนี้มีการซื้อขายแบบสม่ำเสมอ หรือซื้อขายอย่างน้อย 1 ครั้งในแต่ละปี จำนวน 414,319 คน

จำนวนผู้ลงทุนไทยที่มีกว่า 7.7 แสนคนนี้ ถือว่าเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา หรือจากปี 2554 มีจำนวนผู้ลงทุนรายบุคคลเพียง 4.55 แสนคนเท่านั้น

สาเหตุที่ทำให้จำนวนผู้ลงทุนหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ประเมินว่าเกิดจาก 2 เหตุผลหลัก เหตุผลแรก เป็นการเพิ่มช่องทางลงทุนหลากหลาย สะดวกมากขึ้น และต้นทุนในการเข้าตลาด
ถูก ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดหุ้นได้ง่ายขึ้น
เหตุผลที่สอง เป็นเพราะผลิตภัณฑ์ครบเครื่องและหลากหลายไม่ว่าจะเป็นอนุพันธ์ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ทำให้ตลาดหุ้นมีความเคลื่อนไหวตลอด ไม่ซบเซา เวลาหุ้นลงก็เล่นอนุพันธ์ได้

“โบรกเกอร์ที่ออก DW จะต้องซื้อหุ้นอ้างอิงไว้ด้วย ทำให้มีคนซื้อคนขายตลอด ตลาดหุ้นไม่เฉา ในภาวะเงินฝรั่งไม่เข้ามา หากสังเกตให้ดี ตลาดหุ้นไทยดีมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าว

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยดีในช่วง 10 ปีมานี้ ให้พิจารณาระดับความมั่งคั่งของผู้ลงทุนไทย จนเกิดบรรดาเสี่ยๆ นักลงทุนขาใหญ่ทั้งหลายจากพอร์ตขนาดเล็กๆ ขยายใหญ่ขึ้น มีสถานะในสังคม มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการลงทุนมากมายและได้รับการยอมรับในสังคมแล้ว

ทางฝั่งผู้ลงทุนมีการขยายตัว ทางฝั่งสินค้ามีการขยายตัวเช่นเดียวกัน ธุรกิจของไทยมีเจเนอเรชั่น ที่ 2 และ 3 เข้ามาบริหารธุรกิจของครอบครัว ไม่ต้องการทำงานทุกวันเหมือนพ่อและแม่ จึงนำบริษัท
เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ธุรกิจครอบครัวก้าวเข้าสู่การบริหารแบบมืออาชีพ เวลามีหุ้นใหม่เข้าตลาด มักจะมีการกระจายไปยังรายย่อย 3,000-4,000 คน ดึงดูดให้มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดโดยตลอด

ขณะเดียวกัน เงินกองทุนในส่วนของนักลงทุนสถาบันในประเทศค่อยๆ เติบโตด้วยเช่นกัน โดยการเกิดขึ้นของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) มีส่วนสำคัญอย่างมาก และเมื่อครบกำหนดการลงทุน 5 ปีตามหลักเกณฑ์แล้วพบว่านักลงทุนได้รับกำไรสูงมาก จึงเริ่มที่จะขยายการลงทุนเข้าไปในกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นมากขึ้น

“นักลงทุนสถาบันเติบโตควบคู่ไปกับพัฒนาการของผู้ลงทุนรายย่อย ทำให้ผู้ลงทุนเริ่มรู้จักถือลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขนาดการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศยังไม่มีขนาดใหญ่มากนัก กระจายอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 9 แสนล้านบาท เงินกองทุนของสำนักงานประกันสังคม 1.1 ล้านล้านบาท กองทุนแอลทีเอฟ 3 แสนล้านบาท กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) 5-6 แสนล้านบาท รวมแล้วเกือบ 3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

สัดส่วนของขนาดการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศดังกล่าวถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่นมาเลเซียอยู่ที่ 45% ของจีดีพี สิงคโปร์อยู่ที่ 60% ของจีดีพี

มองว่าในส่วนของนักลงทุนสถาบันที่มีโอกาสพัฒนาได้ น่าจะเป็นในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะเงินสมทบเข้ากองทุนต่ำมาก เฉลี่ยเพียง 2-3% ของเงินเดือน ต่างจากมาเลเซีย ให้พนักงานนำเงินเข้ากองทุน 12-17% นายจ้างให้สมทบมากกว่านั้น 2-3% รวมแล้วประมาณ 30% ถือว่าสูงมาก

นอกจากนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง มีการช่วยกันติดอาวุธให้กับนักลงทุน เพื่อให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ และที่สำคัญ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลให้รวดเร็วมากขึ้น เช่น เรื่องผลประกอบการ บจ. จากเดิมเคยใช้เวลา 9 วัน ก็ลดมาเหลือ 3 วัน เพื่อให้นักวิเคราะห์นำข้อมูลพื้นฐานไปวิเคราะห์ในเชิงลึกได้  อาทิ สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเก็บข้อมูล
พื้นฐานเองเหมือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าโครงสร้างตลาดทุนไทยในขณะนี้ถือว่ามีพัฒนาการไปในทิศทางที่ดี ในอันจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดทุนไทย ในส่วนของทุนนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันในประเทศยังมีโอกาสเติบโตได้อีกสูง​

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท