
ปลดล็อก สัมปทานปิโตรเลียม
เรียกได้ว่าเป็นบทบาทใหม่ของ อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เรียกได้ว่าเป็นบทบาทใหม่ของ อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ว่าได้ หลังเข้ามามีบทบาทในเวทีปฏิรูปพลังงานของประเทศ ในฐานะคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
“แนวที่ผมเสนอ คือ การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมก็ทำต่อ แต่ควรขยายเวลายื่นออกไป 4 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี แล้วก็มาตกผลึกตลอดจนทบทวนกฎหมายปิโตรเลียมที่ล็อกไว้เฉพาะระบบสัมปทาน ให้แก้เป็นใช้ระบบอื่นได้ด้วยหรือไม่ เช่น ระบบแบ่งปันผลผลิต รวมทั้งพิจารณาการนำระบบอนุญาโตตุลาการมาใช้ในกฎหมายปิโตรเลียมจะเหมาะสมหรือไม่ แม้ยังมีเรื่องที่หมิ่นเหม่ว่าจะอยู่ในอำนาจศาลใด” อลงกรณ์ ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” กรณีมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21
ทว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้านการเปิดสัมปทานต่อสู้กันทั้งเชิงข้อมูลและแนวคิด อลงกรณ์ ระบุว่า ภารกิจที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานกำลังดำเนินการ คือ ออกแบบและกำหนดแนวทางปฏิรูปพลังงาน โดยจะส่งการบ้านให้ สปช.ภายในวันที่ 27 ก.พ.นี้ จากนั้นจะมีการจัดทำพิมพ์เขียว กลไกการปฏิรูป โรดแมปและไทม์ไลน์ในการปฏิรูปพลังงานทั้งระบบให้เสร็จในวันที่ 31 ก.ค.นี้
“ขอบเขตการทำงานจะมีทั้งการปฏิรูปทันที ซึ่งได้เสนอ สปช.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว คือ โซลาร์รูฟเสรี เพราะใช้อำนาจรัฐบาลทำได้เลย ส่วนการปฏิรูประยะ 1 ปี คือ การยกร่างกฎหมายใหม่ เช่น พ.ร.บ.พลังงานทดแทน และปรับปรุงกฎหมายด้านพลังงาน ขณะที่การปฏิรูประยะยั่งยืนที่เรียกว่า บลูพรินต์ ฟอร์ เชน (พิมพ์เขียวการเปลี่ยนผ่าน) ด้านปฏิรูปพลังงานนั้น จะบูรณาการแผนแม่บทปฏิรูปพลังงานทุกด้านเข้าด้วยกัน เปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนบรรจุไว้ในแผนแม่บทปฏิรูปประเทศฉบับสมบูรณ์ภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.”
อลงกรณ์ ระบุว่า แนวทางการปฏิรูปพลังงานที่จะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ ให้เอกชนและประชาชนเป็นทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายไฟฟ้าได้ด้วย จากปัจจุบันที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ผลิตหรือให้สัมปทานกับโรงไฟฟ้าเอกชน และภายใต้โครงสร้างใหม่จะมีการจัดตั้งบริษัทสายส่งกลาง ซึ่งบริหารจัดการสายส่งไฟฟ้าทั้งระบบ หากใครผลิตไฟฟ้าได้ถูกกว่าก็ซื้อจากรายนั้น โดยจะยกเลิกระบบโควตาทั้งโซลาร์ฟาร์มหรือโซลาร์รูฟ
อีกทั้งเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพราะแทบจะเป็นกฎหมายฉบับเดียวที่ล็อกระบบสัมปทานมาตั้งแต่ต้น ทั้งยังเขียนให้บริษัทต่างชาติได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทไทย รวมทั้งแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่กำหนดให้นำรายจ่ายจากการสำรวจขุดเจาะมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งมีช่องโหว่ เช่น นำค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากสัมปทานแปลงนั้นไปใช้จ่ายในแหล่งสัมปทานที่มีความเสี่ยง
“ภาครัฐมองแต่โครงสร้างเดิมๆ ที่เน้นว่ารัฐควรได้เท่านั้นเท่านี้ นับตั้งแต่สัมปทานระบบบไทยแลนด์หนึ่ง จนมาถึงไทยแลนด์ทรีพลัสในการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 โดยอ้างตลอดว่า เราไม่มีประสบการณ์ ทั้งๆ ที่เราใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตมากว่า 20 ปี ในการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในแหล่งเจดีเอ (พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย) เรามีบริษัทสำรวจและขุดเจาะ คือ ปตท.สผ. มีคนด้านปิโตรเลียมระดับท็อป”
สำหรับประเด็นความมั่นคงด้านพลังงานนั้น อลงกรณ์ มองว่า ปี 2555 เป็นปีแรกที่ไทยใช้ก๊าซมากกว่าน้ำมัน คือ ปริมาณการใช้อยู่ที่ 4,600 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต แต่ผลิตในประเทศได้เพียง 3,900 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต จึงต้องนำเข้าจากพม่า แหล่งเจดีเอ และกาตาร์ แต่ก็ไม่เห็นด้วยต่อข้ออ้างว่าก๊าซจะหมดใน 7 ปี
“ถ้าไม่รีบเปิดสัมปทานก๊าซจะหมดไปใน 7 ปี เป็นไปไม่ได้ แต่คงเอาเรื่องนี้ไปโยงกับเรื่องการให้สัมปทานแหล่งเอราวัณของเชฟรอน และสัมปทานแหล่งบงกชของ ปตท.สผ. ซึ่งสัมปทานนี้จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 อีก 7 และ 8 ปีข้างหน้า ซึ่งสองแหล่งนี้เป็นแหล่งที่ใหญ่มาก มีกำลังผลิตรวมกัน 80% ของแหล่งผลิตก๊าซในอ่าวไทย แต่ได้สัมปทานมา 20 ปี และต่ออายุจนกฎหมายปัจจุบันไม่อนุญาตให้ต่อสัมปทานได้อีก และเมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง แหล่งสัมปทาน แท่นเจาะ แท่นผลิต ท่อส่งก๊าซ จะตกเป็นของรัฐ รัฐสามารถทำการผลิตต่อเนื่องได้ โดยบางหลุมผลิตได้อีก 10-20 หรือ 30 ปี เพียงแต่ต้องมีแท่นผลิตไปสวม จะเปิดประมูลจ้างเอกชนมาทำการผลิตให้ก็ได้”
อลงกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้ไทยยังมีเวลาที่ชะลอเปิดสัมปทานรอบ ที่ 21 เพราะปริมาณไฟฟ้าสำรองในปัจจุบันมีสูงเกินกว่า 25% และอีก 6 ปี เกิน 44% หรือมีสำรองไฟฟ้าเกินอยู่ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นเมกะวัตต์ หรือคิดเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 700 เมกะวัตต์ 14 โรง ซึ่งก็หมายความว่า ความต้องการใช้ก๊าซซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าไม่เพิ่มมากจนอยู่ในระดับวิกฤต และเห็นว่ารัฐบาลควรลงทุนสำรวจปิโตรเลียมเอง เพราะใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท แต่ได้ผลประโยชน์คืนมามากกว่านั้น
“กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า จะมีการใช้เงินในการสำรวจเบื้องต้น 5,000 ล้านบาท และในประกาศเชิญชวนสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 คาดว่าจะมีมูลค่าก๊าซ น้ำมัน หรือคอนเดนเสท จะสูงถึง 5 แสนล้านบาท มาจากก๊าซ 1-5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมัน 20-50 ล้านบาร์เรล ซึ่งเท่ากับว่ารัฐใช้เงินสำรวจไม่เกิน 5,000 ล้านบาท หรือให้เอกชนสำรวจแต่สิทธิในทรัพยากรยังเป็นของรัฐ แล้วค่อยมาตัดสินใจว่าจะใช้รูปแบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิตภายใต้ออปชั่นที่สร้างจูงใจก็ยังได้ เราควรมีเวลาหายใจ ไม่ใช่รีบเร่งแบบนี้ ที่สำคัญรัฐต้องมาตัดสินใจให้เด็ดขาด ไม่ล็อกตัวเองไว้เพียงระบบสัมปทานเท่านั้น”







