posttoday
"กรณ์"ชี้ตลท.-ก.ล.ตควรสอบผู้บริหารไทยคมเทขายหุ้น

"กรณ์"ชี้ตลท.-ก.ล.ตควรสอบผู้บริหารไทยคมเทขายหุ้น

18 มิถุนายน 2553

กรณ์ แนะ ตลท.- ก.ล.ต ควรมุ่งตรวจสอบที่ผู้บริหารของบริษัท ไทยคม ที่เทขายหุ้นมากกว่า ยันรัฐบาลไม่ได้กลั่นแกล้ง

กรณ์ แนะ ตลท.- ก.ล.ต ควรมุ่งตรวจสอบที่ผู้บริหารของบริษัท ไทยคม ที่เทขายหุ้นมากกว่า ยันรัฐบาลไม่ได้กลั่นแกล้ง

 

"กรณ์"ชี้ตลท.-ก.ล.ตควรสอบผู้บริหารไทยคมเทขายหุ้น

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวว่ามีผู้บริหารของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ขายหุ้นไทยคม ในช่วงที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะซื้อคืน หุ้นไทยคมดังกล่าวนั้น ตนคิดว่าทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ควรจะมุ่งไปตรวจสอบที่บุคคลกลุ่มนั้น เพราะหากไม่มีกลุ่มบุคคลอื่นซื้อขายหุ้น ก็ไม่รู้ว่าจะสอบถามไปที่กลุ่มบุคคล อื่นนั้นให้เสียเวลาทำไม

ทั้งนี้ ยืนยันว่าการที่มีข่าวการซื้อขาย หุ้นของกลุ่มผู้บริหารไทยคม ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลต้องการกลั่นแกล้งในฐานะ เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง เพราะข้อมูลการซื้อขายหุ้นจะเป็นข้อเท็จ จริงอยู่แล้ว หากไม่ได้ซื้อ ก็ไม่มีใครสามารถสร้างหลักฐานขึ้นว่า ซื้อได้ และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เก่งถึงขนาดจะสร้างหลุมพรางขึ้นมาก ลั่นแกล้งใครได้

"มันเป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ถ้าเขาซื้อหุ้นจริงก็คือซื้อ ถ้าไม่ได้ซื้อก็คือไม่ได้ซื้อ ถ้ากลั่นแกล้งจริง คงปรากฏเป็นชื่อคุณทักษิณซื้อหุ้นแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ซื้อก็คงไม่สามารถทำหลักฐานขึ้นมาว่าคุณซื้อได้หรอก รัฐบาลไม่ได้เก่งถึงขนาดจะสร้างหลุมพรางขึ้นมาหรอก" นายกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ทาง ตลท. เพียงแต่ทราบว่าใครมีการซื้อขายหุ้น ไทยคมบ้าง แต่ยังไม่ได้บอกว่าใครรู้ข้อมูลภายในและมีการใช้ข้อมูลภาย ไปซื้อขายหุ้นหรือไม่ โดยยังจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมอีก ซึ่งในส่วนของตนนั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยติดต่อไปที่ ตลท. ให้ดำเนินการเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่หากทาง ตลท. และ ก.ล.ต.ต้องการสอบถามข้อมูลใดจากตน ก็สามารถติดต่อสอบถามมาได้อยู่แล้ว

"คิดว่าในกรณีนี้ ก็จะต้องถามมาด้วยว่า ผมเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร ตอนนี้ได้ข่าวว่าเขากำลังจะส่งหนังสือมา ผม บอกเขาเองว่าควรต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงจากใครบ้าง ซึ่งก็คือ 4 กลุ่มที่พูดถึงที่เคยบอกไปแล้ว" นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า กรณีที่ผลการตรวจสอบไม่พบว่า ตน นายกรัฐมนตรี และนายศิริโชค โสภา เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นไทยคม ผู้ที่กล่าวหาที่ออกมาพูดว่า มีนักการเมือง "ก." และ "ศ." เกี่ยวข้อง ทำให้คนเข้าใจผิด ก็ควรแสดง ความรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่จะทำงานอย่างไม่รับผิดชอบ คิดแต่จะหยิบยกเรื่องอะไร มาโจมตีฝ่ายตรงข้ามก็ได้แค่นั้น

สำหรับกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบัน การเงิน ระบุว่า จะเชิญตนไปชี้แจงเรื่องนี้ คงต้องถามว่าจะให้ชี้แจงอะไร เพราะข้อเท็จจริงก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนชี้แจงได้ ก็ได้ชี้แจงผ่านทางสื่อมวลชนไปแล้ว โดยเฉพาะประเด็นสาเหตุหลักตั้งแต่ วันที่เดินทางไปสิงคโปร์ ก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงอะไร เพราะมีการบ้านที่ต้องทำอีกมาก ก่อนจะตัดสินใจว่าจะต้องดำเนินการอย่าง ไรต่อไป

"โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่มีผล อย่างแน่นอนต่ออนาคตของตัวบริษัท อนาคตของสัมปทานของทางบริษัท ซึ่งจะต้องมีผลแน่นอนต่อมูลค่าของตัวบริษัทด้วย ซึ่งถ้ายังไม่มีคำตอบ หรือความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าเรา จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ทั้งนี้ ในแง่รัฐบาล เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วเราก็ไม่ได้ออกมาชี้แจง หรือให้ข่าวในเรื่องนี้เลย เพราะรู้อยู่ว่ามันจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้น อาจจะกระทบนักลงทุนบ้าง ฝ่ายอื่นบ้าง ที่จะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อเหตุการณ์ แต่เมื่อข่าวมันปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็ต้องเป็นไปตามที่มันเกิดขึ้น" นายกรณ์ กล่าว

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลยกประเด็นไทยคมขึ้นเพื่อทำลายขั้ว ตรงข้ามนั้น ยืนยันว่าทั้งตนและรัฐบาลไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ออกมา ก่อนเลย โดยพยายามทำการบ้านอยู่ เพื่อตรวจเช็คว่าแนวคิดของนายก รัฐมนตรี ที่ต้องการให้นำดาวเทียมกลับมาเป็นของไทย ต้องทำอย่างไรบ้าง จะซื้อหรืออะไร เพราะก่อนจะมีคำตอบได้ก็ต้องมีการ สอบสวนหาข้อเท็จจริงทางกฎหมายก่อน

"ไม่ได้มีเรื่องอื่น ถามว่าประเทศอื่นเขายอมให้มีการโอนกรรมสิทธิ์การถือครองดาวเทียม ให้ต่างชาติหรือไม่ ก็มีหลายๆ ประเทศ ที่ด้วยเงื่อนไขความมั่นคง ของประเทศ ก็ไม่ยอม และตอนที่คุณทักษิณได้ขายดาวเทียมของไทยที่เป็น สัมปทานของประเทศให้ทางสิงคโปร์ ประชาชนก็ไม่พอใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแนวคิดว่าจะเอากลับมาเป็นของคนไทยอย่างไรโดยไม่ให้ เราเสียเปรียบ เป็นแนวคิดปกติอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องมีอยู่แล้ว" นายกรณ์ กล่าว

 เมื่อถามว่าถ้ารัฐบาลซื้อไทยคมกลับมาแล้ว ในอนาคตเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ไทยคมอาจจะตกเป็นของเอกชน นายกรณ์ กล่าวว่า ความจริงขอบอกว่า ณ ปัจจุบัน ไทยคมถือว่าเป็นของผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ดังนั้นใครที่อยากถือหุ้นก็ซื้อได้ทั้งสิ้น เพียงแต่รัฐบาลคิดว่าน่าจะปลอดภัยที่สุดในแง่ของความมั่นคง คือกลับมาอยู่ในมือของรัฐบาล ถ้าคนอื่นจะซื้อแข่งกับรัฐบาลก็ทำได้ ถือเป็นสิทธิทางกฎหมายอยู่แล้ว

 "แต่ว่าประเด็นที่สำคัญในแง่มูลค่าของตัวธุรกิจ ขึ้นกับสัมปทาน ซึ่งสถานะของสัมปทานจึงเป็นประเด็นที่เราต้องตรวจสอบ เนื่องจากมีการกระทำที่ขัดกับเงื่อนไขสัมปทาน แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าอายุสัมปทานที่เหลืออยู่ 11 ปี ไม่เพียงพอต่อการลงทุนเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นจะลงทุนให้คุ้มค่าได้ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล อย่างไรก็ดี ผมยังไม่ได้พูดว่าจะซื้อ" นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าเมื่อคราวที่เดินทางไปคุยกับเทมาเส็กที่สิงคโปร์นั้น ยังไม่ได้มีการเจรจาเรื่องการซื้อขายหุ้นแต่อย่างใด โดยเพียงแต่ไปคุยเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก เพื่อทำให้ผู้ถือหุ้นรู้ว่าผู้บริหารไทยคมกำลังทำอะไรอยู่ แล้วก็มีการพูดคุยกันในหลักการว่าเขาคิดอย่างไรกับการถือหุ้นนี้ส่วนข้อเสนอนักวิชาการที่ให้เปลี่ยนผู้บริหารแทนการซื้อหุ้นไทยคมนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผู้บริหารเป็นเรื่องผู้ถือหุ้นไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

รมว.คลัง กล่าวอีกว่า สาเหตุที่มีนายศิริโชคเดินทางไปด้วยในการเดินทางไปคุยกับผู้ถือหุ้นที่สิงคโปร์นั้น เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคนิคพวกนี้ อาทิ เทคนิคเกี่ยวกับการยิงดาวเทียม เป็น ต้นซึ่งการกระทำของผู้บริหารไทยคมที่ผิดกฎหมายในขณะนั้น ก็เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ตนเองไม่สามารถจะชี้แจงให้กับใครได้ จึงขอคำปรึกษาจากนายศิริโชค

เมื่อถามถึงกรณีไทยคมได้มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 51% เหลือ 42% ในช่วงที่ผ่านมานั้น ยืนยันว่ายังไม่ทราบว่าจะต้องให้กลับไปที่ 51% หรือไม่ เพราะต้องรอให้มีการตรวจสอบ และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายก่อนส่วนรัฐจะต้องถือสิทธิขาดในดาวเทียมไทยคมหรือไม่นั้น นายกรณ์ กล่าวว่า หลักการคือ ถ้าคิดว่าไทยคมเป็นของต่างชาติไม่ได้ ก็หมายความว่าที่เขียนสัมปทานไว้แต่แรก ว่าต้องถือหุ้นไว้ 51% นั้น มีเหตุผล เพื่อที่อย่างน้อยจะบอกว่า ถึงไม่เป็นของรัฐ ก็ต้องเป็นของคนไทย แต่ก็ต้องมีคำถามเพิ่มเติมว่า จะให้เป็นของไทยที่เป็นภาคเอกชนได้หรือไม่

 "ถ้าได้ก็จบแค่นั้น แต่ถ้าไม่ได้ อย่างนั้นก็ไม่ควรมีสัมปทานมาตั้งแต่แรก คือควรจะเป็นกิจการที่รัฐทำเอง โดยโอนมาให้ กสท หรืออื่นๆ แล้วแต่ว่าเราจะมีจุดยืนแนวคิดอย่างไร ผมเองค่อนข้างเปิดอยู่แล้วสำหรับเรื่องนี้ ผมพูดตั้งแต่ปี 2549 ว่าถึงแม้จะไม่พอใจที่สิงคโปร์ซื้อไป ผมเชื่อว่าอยู่ในมือสิงคโปร์มีผลต่อความมั่นคงของประเทศน้อยกว่าอยู่ในมือของทักษิณ มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริงในช่วงที่ผ่านมา เพราะว่าเขายังมีอิทธิพลกับคนข้างใน ส่งผลให้มีการใช้ดาวเทียมของประเทศไปในทางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ" นายกรณ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท