
ร่าง พรบ. ข้อมูลส่วนบุคคล
ในชุด (ร่าง) กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล 10 ฉบับ ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ....ก็เช่นเดียวกัน
ในชุด (ร่าง) กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล 10 ฉบับ ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ....ก็เช่นเดียวกัน
คณาธิป ทองรวีวงศ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น เปิดเผยว่า จำเป็นที่ไทยต้องมีกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดียวกับสหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศ เพราะแนวโน้มการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลรุนแรงยิ่งขึ้น
หัวใจหลักของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลใน 3 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตอนการเก็บข้อมูล 2.ขั้นตอนการนำข้อมูลไปประมวลผล 3.ขั้นตอนการเผยแพร่ข้อมูล นอกจากนี้ การขอความยินยอมต้องชัดแจ้ง ไม่ใช่การขอข้อมูลโดยปริยาย และหน่วยงานที่ดูแลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีความเป็นอิสระ
แต่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยที่ผ่าน ครม.นั้น ขาดหลักการขอความยินยอมในขั้นการเก็บข้อมูล ซึ่งเป็นขั้นแรกและเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด ซึ่งจุดนี้เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเขียนไว้อย่างกว้างๆ เปิดช่องให้ “กฎกระทรวง” และ “ประกาศคณะกรรมการ” รวมทั้งเนื้อหาในร่างฯ มีข้อยกเว้นเต็มไปหมด เช่น ในร่างมาตรา 17 ระบุให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง โต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐานของตน “เว้นแต่ในกรณีจำเป็นและเร่งด่วน” เป็นต้น
ทั้งนี้ ตามแนวปฏิบัติของอียู บอกว่า หากประเทศไหนไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือมีแต่ไม่ได้มาตรฐานทัดเทียมอียู ประเทศในอียูจะไม่สามารถส่งออกข้อมูลไปยังประเทศเหล่านั้นได้ นี่จึงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจสำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายหรือมีแต่ไม่ได้มาตรฐาน







