
APCOโตก้าวกระโดด
APCO ชะลอรุกตลาดในประเทศเพราะกำลังซื้อหด ขอบุกต่างประเทศหนุนผลโตก้าวกระโดด
APCO ชะลอรุกตลาดในประเทศเพราะกำลังซื้อหด ขอบุกต่างประเทศหนุนผลโตก้าวกระโดด
นายพิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ (APCO) เปิดเผยว่า ผลจากกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ทำให้บริษัทไม่คิดหวังพึ่งการเติบโตรายได้จากในประเทศ โดยคาดว่ารายได้จากในประเทศจะใกล้เคียงกับปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 420-430 ล้านบาท รายได้จะผลักดันให้ผลประกอบการของบริษัทในปีนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจะมาจากการรุกตลาดต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการรุกสู่ตลาดต่างประเทศของบริษัทล่าช้ากว่าที่คาด ทำให้บริษัทปรับกลยุทธ์ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งจากสิงคโปร์ นำรูปแบบการขายผ่านอีคอมเมิร์ซมาใช้เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศโดยตรง อาศัยศูนย์กระจายสินค้า 3 จุด เพื่อรองรับการจัดส่งสินค้าให้กับผู้บริโภค จุดแรกคือ ลอสแองเจลิส เพื่อกระจายสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก จุดที่ 2 คือ ฮ่องกง เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าในจีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และจุดที่ 3 คือ สิงคโปร์ ให้บริการลูกค้าในมาเลเซีย อินโดนีเซีย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้
การบุกตลาดต่างประเทศด้วยวิธีนี้จะทำได้เร็วขึ้น และในเบื้องต้นจะนำเสนอเพียง 3 ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้ายอดนิยมของบริษัท คือ ผลิตภัณฑ์ LIV สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผลิตภัณฑ์ Arthrinok สำหรับผู้มีปัญหาข้อเสื่อม และ GoldShape สำหรับผู้ต้องการกระชับสัดส่วน
ทั้งนี้ ทางผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์ดังกล่าวได้ให้ความมั่นใจกับบริษัทว่า ในปี 2558 น่าจะสามารถสร้างรายได้จากต่างประเทศ 1,600 ล้านบาท ในกรณีทำได้ตามเป้าหมายดังกล่าวจะหนุนให้ผลประกอบการของ APCOเติบโตแบบก้าวกระโดด 6 เท่าตัวจากปี 2557 ในกรณีทำได้ 50% จากเป้าหมายจะทำให้ผลประกอบการเติบโต 3-4 เท่า และกรณีทำได้ 25% ของเป้าหมาย จะทำให้ผลประกอบการเติบโต 2 เท่าตัว ซึ่งยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบต่อกำลังการผลิต เพราะเพิ่งก่อสร้างโรงงาน 2 แห่ง
นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า เมื่อรวมรายได้ทั้งในและต่างประเทศ จะทำให้รายได้รวมของบริษัทในปี 2558 จะอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลัก 80% จะมาจากต่างประเทศ ที่เหลือจะเป็นรายได้จากในประเทศ เพิ่มจากปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมีเพียง 10% เท่านั้น
ในอนาคตหากการขายดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งสำเร็จ บริษัทจะทยอยนำสินค้าไปขายผ่านรูปแบบเหล่านี้มากขึ้น จากที่มีอยู่ 30-40 ผลิตภัณฑ์ และจะผลักดันให้รายได้ของ APCO เติบโตได้อีกมากในอนาคต
สำหรับความคืบหน้าในการขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 280 ล้านหุ้น คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปีนี้ โดยในเบื้องต้นจะจัดสรรให้กับผู้ใช้สินค้าของ APCO กลุ่มนักธุรกิจเครือข่ายขายตรง ผู้มีอุปการคุณอื่นๆ และหากหุ้นเหลือค่อยจัดสรรให้กับบุคคลทั่วไป
ทั้งนี้ ภายหลังการเพิ่มทุนรอบนี้ เมื่อรวมกับทุนเดิมที่มี จะทำให้บริษัทมีเงินทุนเกินระดับ 1,000 ล้านบาท เดิมบริษัทเตรียมจะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ลงทุนในธุรกิจ เฮลท์แคร์ โฮม แต่เมื่อได้มีการประเมินการลงทุนโดยละเอียดแล้ว อาจสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้สูง และอาจฉุดให้อัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พีอี) ของบริษัทให้ลดลง บริษัทจึงตัดสินใจยกเลิกการลงทุนดังกล่าว และใช้วิธีไปร่วมกับโรงแรมหรือหมู่บ้านที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ของ APCO ไปให้บริการมากกว่าการก่อสร้างเอง
“เงินที่มีอยู่เตรียมจะไปลงทุนในศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับการขายผ่านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง แต่ใช้เงินลงทุนไม่ได้มาก ทำให้บริษัทยังมีเงินเหลืออีกจำนวนมาก นับเป็นภาระของบริษัทในอันที่จะมองหาโครงการลงทุนที่เหมาะสม โดยจะต้องมีอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ไม่น้อยกว่าที่ทาง APCO ทำได้ หรือไม่น้อยกว่า 30%” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APCO กล่าว
นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า บริษัทยังคงซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และยืนยันว่าไม่คิดจะย้ายเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปีนี้ โดยจะย้ายก็ต่อเมื่อมีขนาดใหญ่มากเพียงพอติดอันดับ SET100 ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเกิน 30 ล้านบาท และมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ระดับ 2 หมื่นล้านบาทขึ้นไป







