posttoday
ทุบกระปุกลุยธุรกิจ ปั้น 'ไฮแลนดส์เจอกี้' โกอินเตอร์

ทุบกระปุกลุยธุรกิจ ปั้น 'ไฮแลนดส์เจอกี้' โกอินเตอร์

20 กุมภาพันธ์ 2558

ถ้าเป็นเด็กทั่วๆ ไป คงไม่คิดการใหญ่ในวัยเรียน แต่คงไม่ใช่กับ 4 หนุ่มวัยใส

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ถ้าเป็นเด็กทั่วๆ ไป คงไม่คิดการใหญ่ในวัยเรียน แต่คงไม่ใช่กับ 4 หนุ่มวัยใส กฤตย สุขวัฒก์, อานันท์ สุขุมภาณุเมศร์, กีรติ กีรติชีวนันท์ และชิษณุชา กาญจนะโภคิน ที่ตั้งต้นทำธุรกิจในวันที่ยังเป็นนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยอายุเพียง 17-18 ปีเท่านั้น

อานันท์ สุขุมภาณุเมศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท มอนติคอร์สแน็คส์ ผู้ผลิตเนื้อและหมูอบแห้งสไตล์อเมริกัน ภายใต้แบรนด์ “ไฮแลนดส์เจอกี้” กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการทำไฮแลนดส์เจอกี้ มาจากหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเป็นนักกีฬาพายเรือทีมชาติ ชอบรับประทานเนื้ออบแห้งสไตล์อเมริกัน เมื่อมีโอกาสก็จะซื้อมารับประทานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งช่วงที่เนื้ออบแห้งที่รับประทานหมด จึงลองทำรับประทานเองแล้วนำมาให้กลุ่มเพื่อนชิม ทั้งกลุ่มติดใจจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าอยากจะลองทำขาย

สาเหตุเพราะมองว่าตลาดของรับประทานเล่นประเภทเนื้อสัตว์ในตลาดเมืองไทยยังไม่ได้โตมาก มีแบรนด์สินค้าเจ้าใหญ่ๆ ในตลาดอยู่เพียงเจ้าเดียว เมื่อศึกษาตลาดต่อไปก็พบว่ามีอีกแบรนด์แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายเฉพาะหน้าฟาร์มเท่านั้น และไม่ได้จำหน่ายจริงจัง จึงเห็นโอกาสและจับมือกันตั้งบริษัทขึ้นมา มีทุนจดทะเบียน 1.8 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นกว่า 10 คน เป็นกลุ่มเพื่อนที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งหมด โดยใช้เงินที่เก็บสะสมมาตั้งบริษัท

เดิมทีคิดว่าผลิตขายคงไม่ยาก เริ่มง่ายๆ จากการลองอบที่บ้านหลายๆ แบบแล้วนำไปให้คนทั่วไปทดลองชิม เมื่อได้รสชาติที่ตรงใจแล้ว ก็ลงทุนทำโรงงานผลิตกันทันที ซื้อตู้อบขนาดใหญ่มา แต่กลับพบปัญหาว่าเมื่อขยายขนาดการผลิตเป็นโรงงาน ปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้คุณภาพเนื้อไม่เหมือนกับที่อบเองที่บ้าน ต้องใช้เวลาทดลอง หรือจัดการกับปัญหานี้นานถึง 2 ปี

ในช่วงนั้นต้องทดลองผลิตออกมาเกือบทุกวัน ซึ่งทุกครั้งที่ลองก็เท่ากับต้องลงทุนไปต่อเนื่องโดยที่ยังไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา จนกระทั่งเงินลงทุนที่เตรียมไว้ใกล้หมดแล้ว บังเอิญโชคดีที่สุดท้ายก็ผลิตออกมาได้ตามรสชาติที่ต้องการ และได้เริ่มขายจริง

ช่วงแรกของการขาย เริ่มจากการผลักดันสินค้าเข้าไปจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้าก่อน เนื่องจากกำหนดให้ไฮแลนดส์เจอกี้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ปีแรกจำหน่ายผ่าน 1 ห้างสรรพสินค้า และปีที่ 2 ขายในห้างสรรพสินค้าหลายแบรนด์มาก ส่งผลให้ยอดขายสินค้าปีที่ 2 โตจากปีแรก 7-8 เท่าตัว

สำหรับปีนี้เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว โรงงานมีกำลังการผลิต 1-1.5 หมื่นซอง/1 เดือน ซึ่งแท้จริงแล้วโรงงานสามารถผลิตได้มากกว่านี้ ยังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ คาดว่าหลังจากนี้หากสินค้าจำหน่ายในตลาดจนมีเสถียรภาพแล้ว ยอดขายจะโต 5-10% ต่อปี ไม่ได้ก้าวกระโดดอย่างปัจจุบัน

“คนไทยเวลาได้ยินคำว่า เจอกี้ มักจะนึกถึงว่าเป็นอาหารสุนัข อาหารแมว เพราะมีแบรนด์ดังยี่ห้อหนึ่งจำหน่ายอาหารสัตว์ที่ชื่อยี่ห้อมีคำว่า เจอกี้ เกิดปัญหาสื่อสารเข้าใจผิดมาแล้วหลายครั้ง แต่สำหรับต่างประเทศเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า เจอกี้ เป็นขนมขบเคี้ยวเนื้อสัตว์ จึงไม่น่าจะมีปัญหาการสื่อสารเหมือนไทย” อานันท์ กล่าว

หลังประสบความสำเร็จกับการจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้าในไทย แผนสำหรับปีนี้คือ การหาช่องทางส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า จีน สิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้มีความต้องการบริโภคเนื้อและหมูอบแห้งสไตล์อเมริกันสูง

อีกตลาดที่สนใจคือ มาเลเซีย แต่สิ่งที่กังวลคือ มาเลเซียเป็นประเทศที่มีคนมุสลิมอยู่มาก กลุ่มนี้ไม่รับประทานหมูอยู่แล้ว และจะเคร่งครัดมากกับกระบวนการผลิตสินค้าไม่ให้มีหมูมาปนเปื้อน หากอนาคตจะจับตลาดนี้ บริษัทคงต้องขยายการผลิตจัดแบ่งพื้นที่สำหรับผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานอาหารฮาลาลก่อน

อานันท์ กล่าวว่า ทุกวันนี้สินค้าจำหน่ายราคาซองละ 60-70 บาท เป็นราคาระดับพรีเมียม หากเป็นไปได้อนาคตก็อยากขยายไลน์ผลิตสินค้าเพิ่มเติม ทำสินค้าทางเลือกที่ราคาเข้าถึงง่ายกว่านี้ขึ้นมาด้วย โดยเน้นแนวคิดเพื่อสุขภาพดี ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ส่วนแผนการส่งออกนั้น คาดหวังเริ่มส่งออกได้ปีหน้า เพราะตลาดมีความต้องการให้เห็นอยู่แล้ว เพียงแต่ปัจจุบันบริษัทยังไม่รู้ช่องทางที่จะเข้าไปเจาะตลาด จึงต้องเริ่มศึกษาก่อน

ขณะที่แนวทางการทำตลาดในปัจจุบันเน้นจัดกิจกรรมออกบูธตามโรงเรียนนานาชาติ ห้างสรรพสินค้าที่วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว เพื่อนำผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มเป้าหมายทดลองรับประทาน พร้อมออกบูธตามงานมหกรรมการขายที่น่าสนใจ เช่น งานเมด อิน ไทยแลนด์ เนื่องจากการออกบูธใช้ต้นทุนไม่สูงมาก ตอบโจทย์ไฮแลนดส์เจอกี้ที่มีงบทำตลาดน้อย และบริษัทยังมีเว็บไซต์ www.highlandsjerky.com เป็นอีกช่องทางให้สั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้

จากการตั้งต้นบริษัทตั้งแต่ยังเรียนไม่จบจนถึงวันนี้ อานันท์ มองว่า สาเหตุที่ทำให้เดินหน้าธุรกิจได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย เพราะจัดตั้งองค์กรโดยมีโครงสร้างการทำงานไม่ซับซ้อน องค์กรมีขนาดเล็ก ทำให้ทำงานได้ฉับไว ปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี

เช่น กรณีมีลูกค้ามาต่อว่ารสชาติสินค้าเค็มเกินไป หากเป็นบริษัทใหญ่อาจให้คอลเซ็นเตอร์รับเรื่องไว้ แล้วต้องแจ้งผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะถึงผู้บริหาร หรืออาจไม่ถึงเลย แต่สำหรับบริษัทผู้บริหารมีเวลาให้ลูกค้ามากกว่า ใส่ใจในความคิดเห็นที่ลูกค้าส่งมาผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นช่องทางหลักสื่อสาร ส่วนเป้าหมายในปัจจุบันคือ ทำให้บริษัทอยู่รอด ค่อยๆ เติบโตไปทีละน้อย โตอย่างมีเสถียรภาพ

แม้จะเป็นนักธุรกิจที่อายุยังน้อย ทำธุรกิจที่ไม่ใหญ่มาก แต่สำหรับหัวใจในการทำธุรกิจแล้วถือว่าใหญ่พอตัว แม้จะเผชิญอุปสรรค แต่ก็ยังมีความพยายามจะเดินหน้าฝ่าอุปสรรคไปจนสำเร็จได้ในวันนี้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ