posttoday
เดือนนี้ไปไม่ไกล

เดือนนี้ไปไม่ไกล

19 กุมภาพันธ์ 2558

เเม้ดัชนีหุ้นจะหลุด  1,600 จุด เพราะความไม่เเน่นอนในการเจรจาเเก้ไขปัญหาหนี้กรีซและแกว่งตัวลงแคบๆ บริเวณ 1,590-1,600 จุด อย่างไรก็ตามวานนี้กลับปิดบวกได้สะท้อนว่าความไม่แน่นอนดังกล่าวไม่ได้ทำให้เเนวโน้มหลักเสียหายแต่อย่างใด แต่เดือนนี้คงไปได้ไม่ไกลมากนัก

เเม้ดัชนีหุ้นจะหลุด  1,600 จุด เพราะความไม่เเน่นอนในการเจรจาเเก้ไขปัญหาหนี้กรีซและแกว่งตัวลงแคบๆ บริเวณ 1,590-1,600 จุด อย่างไรก็ตามวานนี้กลับปิดบวกได้สะท้อนว่าความไม่แน่นอนดังกล่าวไม่ได้ทำให้เเนวโน้มหลักเสียหายแต่อย่างใด แต่เดือนนี้คงไปได้ไม่ไกลมากนัก

นักวิเคราะหฺ์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตยังคงเป้าหมายดัชนีระยะสัปดาห์ที่ 1,650/1,700 จุดต่อไป ดังนั้นการปรับลดลงมาที่เเนวรับ 1,590/1,570 จุด เป็นจังหวะซื้อกลุ่มหุ้นเทคนิค อย่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ศุภาลัย (SPLAI) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท อาร์เอส (RS) บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) รวมไปถึงกลุ่มหุ้นที่ให้อัตราผลตอบเเทนจากเงินปันผลสูงอย่างบริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท บ้านปู  (BANPU) บริษัท อินทัช (INTUCH) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และบริษัท พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT)

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เหลือของเดือน ก.พ. นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส คาดว่าดัชนีอาจอ่อนตัวจากการขายหุ้นกลาง-เล็ก ขณะเดียวกันในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเลยไปถึงช่วงที่เหลือของเดือน ก.พ. คาดว่าดัชนีหุ้นไทยน่าจะยังคงแกว่งตัวบวก-ลบใกล้เคียงกับ 1,600 จุด และอาจจะขึ้นไปที่ 1,650 จุด ยากขึ้น

ทั้งนี้ จากศึกษาข้อมูลย้อนอดีตระหว่างปี 2548-2556 พบว่าในเดือน ก.พ.ของทุกปี ดัชนีตลาดหุ้นมักจะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก กล่าวคือ เฉลี่ย 1.86% ในช่วงดังกล่าว (แต่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 7 ปี จากทั้งหมด 9 ปี หรือความน่าจะเป็น 78%) และหากพิจารณาเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่ากลุ่ม ที่ให้ผลตอบแทนชนะตลาด (มากกว่า 2% ขึ้นไป) เรียงลำดับผลตอบแทนสูง พบว่ามีดังนี้ คือ

กลุ่มการแพทย์ 4.4% ด้วยความน่าจะเป็นสูงถึง 89% กลุ่มขนส่ง 3.82% ความน่าจะเป็น 89%

กลุ่มท่องเที่ยว  3.4% ความน่าจะเป็น 89% กลุ่มไอซีที 3.5% ความน่าจะเป็น 78%

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 3.2% ความน่าจะเป็น 78% กลุ่มธนาคาร  3.1% ความน่าจะเป็น 78%

กลุ่มการเงิน 3.1% ความน่าจะเป็น 89% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 2.8% ความน่าจะเป็น 100%

กลุ่มประกัน 2.6% ความน่าจะเป็น 89%

อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบดัชนีนี้รายกลุ่ม พบว่าได้ปรับขึ้นหรือให้ผลตอบแทนที่สอดคล้องกับข้อมูลในอดีตและในอัตราที่มากกว่า เพียงอาจมีสลับลำดับบ้าง กล่าวคือ สูงสุด 3 ลำดับแรก คือ กลุ่มการเงิน การแพทย์ และอสังหาริมทรัพย์  เป็นต้น

กลุ่มการเงิน ให้ผลตอบแทนสูงถึง 5.7% ในเดือน ก.พ. และให้ผลตอบแทนสูงถึง 22.1% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งนับว่าสูงกว่าดัชนีที่ให้ผลตอบแทน 7.4%

หากพิจารณาเป็นรายหุ้นพบว่าที่ให้ผลตอบแทนมากสุดกระจุกตัวในกลุ่มลีสซิ่ง ได้แก่ บริษัท ไมด้า ลีสซิ่ง (ML) 65.8% ตามมาด้วยบริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (IFS) 57.8% บริษัทเมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS) 56.6% SAWAD 46.6% บริษัท อะมานะฮ์ลิสซิ่ง (AMANAH) 37.6% บริษัท กรุ๊ปลีส (GL) 33.9% บริษัท โกลเบล็กโฮลดิ้ง (GBX) 22.8% บริษัท บัตรกรุงไทย (KTC) 21.9% บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) 18% บริษัท ทรีนีตี้วัฒนา (TNITY) 18% บริษัท เงินทุนกรุงเทพธนาทร (BFIT) 15.2% บริษัท ฐิติกร (TK) 14.9% บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) 13.3% และ บล.ฟินันเซียไซรัส (FSS) 12.5% เป็นต้น

กลุ่มการแพทย์ ให้ผลตอบแทนสูง 5% เฉพาะในเดือน ก.พ. และให้ผลตอบแทน 12.51% จากต้นปีจนถึงปัจจุบันสูงกว่าดัชนีโดยหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมากสุด คือ บริษัท ธนบุรี เมดิเคิล เซ็นเตอร์ (KDH) 21% ตามมาด้วย BGH 18% บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) 12.4% บริษัท บางกอกเชน ฮอสปิทอล (BCH) 9.5% บริษัท โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 9.2% บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) 8.9% และบริษัท โรงพยาบาลวิชัยเวชวิวัฒน์ ( VIH) 8.6% ที่เหลือให้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาด

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 2.7% เฉพาะในเดือน ก.พ. และให้ผลตอบแทน 8.1% ชนะ ดัชนีเล็กน้อย โดยหุ้นที่ให้ผลตอบแทนชนะตลาดมีมากกว่า 30 บริษัท (จากที่มีอยู่กว่า 50 บริษัท) ได้แก่ บริษัท เคซีพร็อพเพอร์ตี้ (KC) 274% ตามมาด้วยบริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง (NCH) 62.23% บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) 53.7% บริษัท ปริญสิริ (PRINC) 48.3% บริษัท เสนาดิเวลลอปเมนท์ (SENA) 40.1% บริษัท มั่นคงเคหะการ (MK) 38% บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) (AP) 16.8% บริษัท เอสซีแอสเสท (SC) 12.1% บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) 12% บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) 10.5% PS 10.4% บริษัท ไรมอนแลนด์ (RML) 9.1%

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน