
‘ไชยวัฒน์’ ขอ 1 ปีวางมือ ส่งรุ่นลูกสานฝันสวนสยาม
แม้จะมีสวนน้ำใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก แต่ถ้าเอ่ยถึงสวนน้ำที่ชื่อคลาสสิกที่คนรู้จักมากสุดในเมืองไทยยังคงเป็น “สวนสยาม”
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
แม้จะมีสวนน้ำใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก แต่ถ้าเอ่ยถึงสวนน้ำที่ชื่อคลาสสิกที่คนรู้จักมากสุดในเมืองไทยยังคงเป็น “สวนสยาม” ที่ปลุกปั้นมาโดย “ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” ประธานกรรมการ บริษัท ซิตี้วอล์ค ผู้บริหารสวนน้ำและสวนสนุก สวนสยาม ซึ่งกำลังจะก้าวสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปลายปีนี้แล้ว จึงถือเป็นอีกช่วงเวลาท้าทายของการผลักดันสวนสยามให้โตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางกระแสคู่แข่งที่เพิ่มต่อเนื่อง จากนักลงทุนหน้าใหม่ที่ทยอยเข้ามาลงทุนสวนน้ำ และคาดการณ์ว่าอาจจะมีมาลงทุนสวนสนุกระดับโลกในไทยอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ไชยวัฒน์ กล่าวว่า สวนสยามในวันนี้ต้องพัฒนาทุกด้าน จากอดีตเป็นบริษัทครอบครัว การบริหารจัดการเป็นแบบพี่ๆ น้องๆ เงินเดือนมีมากแบ่งมาก มีน้อยแบ่งน้อย แต่ยุคนี้การบริหารจัดการต้องปรับไปสู่ระดับสากล เพื่อให้มีศักยภาพแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งส่วนตัวคาดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอนาคตต้องเป็นเช่นนี้ จึงวางรากฐานด้วยการส่งลูกๆ ไปเรียนภาษาอังกฤษ เรียนต่างประเทศ เพื่อกลับมาบริหารจัดการธุรกิจ
ทุกวันนี้รู้สึกสบายใจมากที่ลูกๆ 3 คนเข้ามาช่วยดูแลสวนสยามแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นกำลังสำคัญผลักดันให้บริษัทมีความเป็นสากลขึ้นได้ โดยส่วนตัวตั้งใจว่าคงจะหมดหน้าที่การบริหารสวนสยามเองแล้ว ในช่วงเวลาที่ไทยก้าวสู่เออีซี หรือประมาณ 1 ปี คงมอบภารกิจให้ลูกๆ ทั้งหมด รับช่วงต่อทำสวนสยามยืนหยัดในยุคเออีซี ซึ่งที่ผ่านมาก็เตรียมการให้ลูกเข้ามาดูแลงานแล้ว 5 ปี โดยที่ตัวเองยังคอยดูแลธุรกิจอยู่ด้วย
“ผมอายุมากแล้ว ตอนนี้ก็ 77 ปี เลยทำให้การคิดอ่าน วางแผนช้าลง ส่วนลูกๆ มีความรู้ความสามารถมากกว่า เพียงแต่ประสบการณ์ยังน้อย ช่วงนี้ก็อยู่ระหว่างเอาความรู้ความสามารถของลูกๆ ผสมผสานกับประสบการณ์ที่ผมผ่านมา เรื่องนี้ต้องใช้เวลา แต่คิดว่าคงใช้เวลาใกล้เคียงกับที่ประเทศไทยเข้าสู่เออีซี ถึงเวลานั้นคงมอบให้ลูกๆ 3 คน มีอำนาจเด็ดขาดแล้ว จากปัจจุบันเรายังใช้อำนาจแบบครอบครัว อำนาจของผู้เป็นพ่ออยู่” ไชยวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ ระหว่างที่จะส่งต่อกิจการให้ลูกดูแลเต็มที่ ยังมีโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หรือการสร้างศูนย์บันเทิงแห่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่ด้านหน้าสวนสยามที่อยากทำให้เกิดขึ้นอยู่ ซึ่งโครงการนี้เป็นแผนที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์ธุรกิจไม่เอื้ออำนวยให้ลงทุนสร้างได้จึงยังไม่ได้ทำ ส่วนปัจจุบันมองว่าสวนสยามมีความพร้อมมากพอแล้วที่จะเริ่มทำโครงการนี้ได้ ซึ่งคงต้องมอบให้ลูกทั้ง 3 คน พิจารณาต่อว่าจะเดินหน้าโครงการนี้หรือไม่
สำหรับแนวคิดโครงการที่วาดไว้ คือ ศูนย์บันเทิงแห่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ประกอบด้วยโรงภาพยนตร์ ลานโบว์ลิ่ง ร้านอาหารกินดื่ม แหล่งบันเทิงอื่นที่รวมอยู่ในพื้นที่เดียว และต้องการให้ศูนย์แห่งนี้เป็นพื้นที่ให้คนทั้งครอบครัวทำกิจกรรมได้ เช่นมีศูนย์รับฝากเด็กเล็ก ระหว่างพ่อแม่ใช้บริการพื้นที่ต่างๆ ในศูนย์ มีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุมานั่งทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น นั่งเล่นหมากรุก เปรียบเสมือนเป็นชุมนุมคนสูงอายุ ซึ่งก็หวังว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะจะมีประโยชน์อย่างมากต่อสังคม
ด้านโครงการที่จะทำในสวนสยาม ก่อนมอบให้ลูกสานต่อภารกิจเต็ม 100% คือ เตรียมพร้อมรับการเปิดเออีซีปลายปีนี้ ควบคู่กับการฉลองสวนสยามครบ 35 ปี โดยจัดมหกรรมโคมไฟ อาเซียน เฟสติวัล 19 พ.ย. 2558–19 ก.พ. 2559 ต้อนรับโลกแห่งความสุข ความสนุกระดับอาเซียน ซึ่งจะจัดทำโคมไฟเป็นรูปสัญลักษณ์ประเทศต่างๆ ในอาเซียน ประดับไว้ตามพื้นที่ในสวนสยาม พร้อมนำอาหาร สินค้าของฝากอาเซียนมาจำหน่าย ปัจจุบันเริ่มติดตั้งโคมไฟสัญลักษณ์ประเทศในอาเซียนแล้วบางจุดของสวนสยาม เพื่อให้เสร็จทันปลายปีนี้
นอกจากนี้ เตรียมจัดโปรโมชั่นสมาชิกพิเศษฉลอง 35 ปีสวนสยาม บัตรเติมความสุข ราคา 5,000 บาท เพื่อให้กินและเที่ยวในสวนสยามตลอด 1 ปี ผู้ซื้อบัตรจะได้คูปองมูลค่า 5,000 บาท เข้าในบัตรเพื่อใช้แทนเงินสด นำคูปองไปแลกอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าอื่นที่ร่วมรายการในสวนสยามได้ และสามารถใช้สวนน้ำ เครื่องเล่นในสวนสนุกทุกชนิดได้ฟรีตลอดวัน ไม่จำกัดรอบ ตลอด 1 ปี เพียงแต่ต้องมีคูปองคงเหลือในบัตรไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท หากไม่ถึงสามารถเติมเงินเพิ่มได้ และผู้ถือบัตรพาผู้ติดตามเข้ามาซื้อบัตรเข้าสวนสยามได้ในราคาลดพิเศษสูงสุด 5 คน น่าจะเริ่มประชาสัมพันธ์กลางปีนี้
ไชยวัฒน์ แสดงความคิดเห็นว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว คนกำลังซื้อลดลง แต่ไม่ว่าคนจนหรือรวยก็ยังอยากเที่ยว เพื่อเป็นอาหารเสริมร่างกายต่อสู้สภาพเศรษฐกิจ ดังนั้นธุรกิจสวนสนุก สวนน้ำก็จะยังอยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แต่อาจทำกำไรยากกว่าเดิม สิ่งสำคัญคือต้องประหยัดต้นทุน บริหารจัดการให้ดีที่สุด ส่วนกรณีมีสวนน้ำใหม่ๆ เกิดขึ้นในเมืองไทย โดย
ส่วนตัวมองว่าดี ทำให้คนมีแหล่งพักผ่อนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สังคมดีขึ้น เพราะมีพื้นที่ให้เด็กๆ ออกกำลังกาย แทนที่จะหลงผิดไปหายาเสพติด เชื่อว่ายังมีหลายพื้นที่ในไทยที่ขาดสวนน้ำ ยังลงทุนได้อยู่
“ปีนี้ครบ 35 ปี สวนสยาม บ้านเมืองเปลี่ยน อดีตมีสวนสนุก สวนน้ำในไทยแค่ 1-2 แห่ง บริหารจัดการไม่ยาก แต่ปัจจุบันความเจริญเพิ่มขึ้น สวนน้ำ สวนสนุกใหม่เกิดหลายแห่ง ต่อไปอาจมีต่างชาติมาลงทุนอีก เช่น ดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เพราะเมืองไทยจะรวมกับประเทศอื่นในอาเซียน เป็นเออีซี ประชากรจากกว่า 60 ล้านคน เพิ่มเป็น 600 ล้านคน ทำให้ไทยกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนในแหล่งบันเทิง สวนสนุก สวนพักผ่อนหย่อนใจ” ไชยวัฒน์ กล่าว
แม้ที่ผ่านมาผู้บริหารรุ่นสองสวนสยามมีบทบาทขับเคลื่อนธุรกิจชัดเจน แต่ก็ยังไม่ 100% หลังจากนี้ต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงของสวนสยามยุคที่รุ่นสองมีบทบาทบริหารแบบเต็มไม้เต็มมือ







