
สร้างแกร่งระบบนิเวศไอที กระตุ้นนักพัฒนาไทยเพิ่ม
ภายใต้นโยบายดิจิทัลอีโคโนมีของไทย ที่คาดหวังจะเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การสร้างระบบนิเวศไอทีของไทยให้แข็งแกร่ง ก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนที่ควรเดิไนหน้าควบคู่กันไป
ภายใต้นโยบายดิจิทัลอีโคโนมีของไทย ที่คาดหวังจะเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การสร้างระบบนิเวศไอทีของไทยให้แข็งแกร่ง ก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนที่ควรเดิไนหน้าควบคู่กันไป
นี่จึงเป็นที่มาของการเปิดศูนย์นวัตกรรมไมโครซอฟท์ขึ้น ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และถือเป็น 1 ใน 113 แห่งของศูนย์นวัตกรรมที่ไมโครซอฟท์ทำมาใน 17 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านไอทีและให้บริการทรัพยากรสำหรับนักศึกษาและผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างนักพัฒนาหน้าใหม่และก่อให้เกิดธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศได้
ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า รากฐานของดิจิทัลอีโคโนมีจะเข้ามาช่วยเร่งให้เอกชนใช้งานไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทุกอุตสาหกรรมสามารถใช้งานไอทีได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งระบบนิเวศไอทีถือเป็นเรื่องสำคัญ และมีการคาดการณ์ว่า จะมีเงินลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เพิ่มมากขึ้น 10.5% จากปี 2557 หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2558
การที่ สวทช.เข้ามาสนับสนุนในเรื่องของนักพัฒนา เพื่อส่งต่อให้เกิดการสร้างธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ พร้อมทั้งหวังว่าภาครัฐจะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของซอฟต์แวร์ฟรี ระบบบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กร ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบค้าขายสำหรับกลุ่มร้านค้าขนาดเล็ก และอื่นๆ เพื่อกระตุ้นให้เอสเอ็มอีหันมาใช้งานไอทีมากขึ้น และมีการลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น
ปัจจุบัน มีนักศึกษาจบใหม่ที่ผ่านการเข้าโครงการ MIC (Microsoft Innovation Center) เริ่มหันไปเป็นสตาร์ทอัพเยอะขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของแผนต่อยอดธุรกิจ เงินทุนและทรัพยากรต่างๆ
ฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวคิดที่เปิดกว้างเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของบริษัท โดยมีการร่วมมือกับ สวทช.มาตลอด 7 ปี จากเดิมที่ศูนย์นวัตกรรมไมโครซอฟท์ในประเทศไทย เปิดตัวครั้งแรกในปี 2551 จนปัจจุบันได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ สำนักงานของ สวทช. ซอยโยธี ถนนพระราม 6
“บริษัทเชื่อว่าการจับมือร่วมกันจะเป็นการวางรากฐานของอีโคซิสเต็มในการพัฒนา ตั้งแต่ระดับเด็กนักเรียนนักศึกษาด้านการเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อส่งต่อสู่โครงการบิส สปาร์ค เพื่อแนวความรู้ทางการทำธุรกิจและพัฒนาชิ้นงานจนประสบความสำเร็จ เพื่อวางขายในตลาด จากนั้นจึงส่งต่อไปยังโครงการประกวดต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อหานักลงทุนในการต่อยอดธุรกิจและสร้างรายได้ต่อไป” ฮาเรซ กล่าว
ด้าน ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงษ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท อุ๊คบี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของนักพัฒนา ไม่ว่าจะมาจากจุดใด หากมีความตั้งใจที่จะทำธุรกิจด้านนี้ สามารถต่อยอดในอุตสาหกรรมให้เติบโตได้ อย่างอุ๊คบีหรือฮับบาก็มีจุดเริ่มต้นจากไอเดียก่อน และฝึกฝนจนเกิดธุรกิจ อีกทั้งการเข้ามาสนับสนุนด้านโปรแกรมของไมโครซอฟท์ ถือว่าช่วยลดต้นทุนด้านซอฟต์แวร์อย่างมาก
“ตอนนี้อุ๊คบีอยู่ในฐานะของนักลงทุนแล้ว เรามีเด็กเข้ามาฝึกงานจากหลายที่ หากเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเด็กที่ผ่านการเข้าโครงการ MIC มาก่อน จะมีความคล่องตัวและเข้าใจเรื่องการทำงานไอทีได้ดี ทำให้ตอบโจทย์นักลงทุนจากต่างประเทศที่สนใจนักพัฒนาของไทยอยู่แล้ว คือ ไม่ใช่คนที่มีความสามารถแค่เรื่องของระบบหรือโปรแกรม แต่มีแนวคิดด้านการพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและก่อให้เกิดรายได้ด้วย” ณัฐวุฒิ กล่าว
ขณะที่ สุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ต้องไม่ใช่คิดแต่ในเรื่องเชิงเทคนิคแต่ควรคิดถึงเรื่องของธุรกิจเป็นสำคัญ ซึ่งการส่งเสริมด้านนวัตกรรมต้องเริ่มเปลี่ยนจากภาครัฐก่อน หากไม่เปลี่ยนตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ เช่น ยังใช้กระดาษในการทำงานหรือไม่มีระบบฐานข้อมูลต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ในการทำงาน ภาคธุรกิจก็จะไม่สานต่อ เพราะยังมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำ จนอาจจะส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้
การเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่ชั้นรากฐานของการทำธุรกิจ จะทำให้เกิดความคึกคักในวงการอุตสาหกรรมไอทีและต่อยอดไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป







