
ประกันภัยทรัพย์สินแข่งขันดุ
ตลาดประกันภัยทรัพย์สินแข่งดุ เอ็ม เอส ไอ จี เบี้ยหาย 100 ล้านบาท ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 7%
ตลาดประกันภัยทรัพย์สินแข่งดุ เอ็ม เอส ไอ จี เบี้ยหาย 100 ล้านบาท ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 7%
นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดประกันภัยทรัพย์สินมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก จึงทำให้เกิดการตัดราคากันเพื่อให้ได้งาน ทำให้บริษัทไม่ลงไปแข่งขันด้วยและยอมเสียลูกค้าไป เนื่องจากเห็นว่าไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากไปแข่งขันราคากับคู่แข่ง โดยไม่พิจารณาตามสภาพความเป็นจริง จึงส่งผลให้เบี้ยประกันภัยทรัพย์สินหายไปประมาณ 100 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไว้ไม่ต่ำกว่า 7% แต่คงไม่ถึงตัวเลขสองหลัก เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีการเติบโตประมาณ 6-7% โดยยังคงเน้นทำตลาดลูกค้ารายย่อยและขยายฐานลูกค้าไปยังต่างจังหวัดให้มากขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทก็ได้เปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 4 แห่ง รวมเป็น 18 แห่ง เพื่อรองรับงานขายและการให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันก็จะร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นธนาคารพาณิชย์หรือแบงก์แอสชัวรันส์ให้มากขึ้น ทั้งในส่วนของธนาคารยูโอบี ธนาคารซิตี้แบงก์ และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
“เราก็หวังว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลจะเกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ธุรกิจประกันภัยได้รับผลดีตามไปด้วย เมื่อกำลังซื้อกลับคืนมาก แต่โดยภาพรวมแล้วเชื่อว่าธุรกิจประกันวินาศภัยในปีนี้ก็ยังแข่งขันรุนแรงอีก” นายรัฐพล กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย. 2557 บริษัทมีเบี้ยรับรวม 3,307 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่อันดับ 16 คิดเป็น 1.78% แบ่งเป็น ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 426 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด 8.83%ประกันภัยรถยนต์ 1,920 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด 1.79% ประกันภัยเบ็ดเตล็ด 852 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด 1.34% ประกันอัคคีภัย 107 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด 1.09%
นายอานนท์ โอภาสพิมลธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย กล่าวว่า การแข่งขัน
ที่รุนแรงของประกันภัยทรัพย์สินเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง แม้ตลาดประกันภัยของไทยจะเป็นตลาดแข่งขันเสรีก็ตาม โดยเฉพาะประกันภัยธรรมชาติ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ก็ทำให้ประกันภัยต่อต่างชาติ หรือรีอินชัวเรอส์ รับประกันความเสี่ยงไว้น้อยลง
“การทำธุรกิจประกันไม่ได้ทำแบบปีต่อปีต้องมองถึงอนาคตด้วย การจะปรับเบี้ยขึ้นหรือลงต้องสะท้อนตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ที่อาจมีความเสี่ยงสูง หากมีเคลมเกิดขึ้น จึงไม่ควรเอาแต่ลูกค้าอย่างเดียว เหมือนที่ญี่ปุ่นมีการเก็บสะสมเบี้ยกันมาเป็นเวลานับ 10 ปี เพื่อมาจ่ายสินไหมให้กับเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบริษัท” นายอานนท์ กล่าว







