
หุ้นเพิ่มทุน IPO, PP และ RO (ตอนที่ 1)
การที่บริษัทต่างๆ นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ mai จุดประสงค์หนึ่งก็คือการระดมทุน ส่วนจุดประสงค์หรือประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน ผมเคยเขียนไว้ในบทความก่อนๆ ของผมชื่อว่า “เอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กันดีกว่า” โดยค้นดูได้จาก Blog ของผม kitichai1, blogspot.com
การที่บริษัทต่างๆ นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ mai จุดประสงค์หนึ่งก็คือการระดมทุน ส่วนจุดประสงค์หรือประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน ผมเคยเขียนไว้ในบทความก่อนๆ ของผมชื่อว่า “เอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กันดีกว่า” โดยค้นดูได้จาก Blog ของผม kitichai1, blogspot.com
ก่อนจะเข้าตลาดหุ้นก็ต้องจ้างที่ปรึกษาทางการเงินช่วยแนะนำการจัดทำข้อมูล และระบบบัญชีที่ถูกต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ เมื่อทำการยื่นไฟลิ่งเพื่อขอเป็นบริษัทจดทะเบียน และเมื่อได้รับการอนุมัติแล้วก็สามารถที่จะขายหุ้น IPO เพื่อระดมทุนจากประชาชนทั่วไปได้ ซึ่งในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา หุ้น IPO ได้สร้างผลตอบแทนให้กับผู้จองซื้อหุ้นเหล่านี้เป็นอย่างมาก โดยบางตัวให้ผลกำไรมากกว่า 200% เสียด้วยซ้ำ ภายในเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากผู้จองซื้อชำระเงินค่าหุ้นจองเหล่านี้ ต่างก็ได้รับผลประโยชน์กันถ้วนหน้า พักหลังๆ นี้ นักลงทุนรายย่อยหรือรายละเอียด (รายเล็กจิ๋ว) ล้วนแล้วแต่ไม่มีสิทธิได้จองหุ้นเหล่านี้ ถ้ามีวอลุ่มซื้อขายน้อยไม่ถึงเกณฑ์โบรกเกอร์ที่เป็นอันเดอร์ไรเตอร์กำหนด คนที่มีสิทธิจองจึงมีแต่นักลงทุนรายกลางกับรายใหญ่เท่านั้น
ซ้ำแล้วหุ้นจองหลายตัวถูกเจ้าของบริษัทดึงโควตากลับไปจัดสรรให้ญาติพี่น้อง มิตรสหาย และผู้มีอุปการคุณไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือ SUPPLIER ต่างๆ นอกเสียจากหุ้นจองที่มีปริมาณหุ้นมากๆ รายย่อยจึงอาจมีสิทธิได้จองกับเขาบ้าง ซึ่งหุ้นเหล่านี้พอเข้าตลาด ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นไม่มาก หรือบางครั้งอาจทำให้ผู้จองขาดทุนก็เป็นได้ ดังนั้นเวลาโบรกเกอร์ถามรายย่อยว่าอยากได้หุ้นจองไหม นั่นหมายความว่าหุ้นตัวนั้นไม่ค่อยเป็นที่พิศวาสของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่
ส่วนกรณีหุ้นที่เข้าตลาด 2-3 วันแรกขึ้นหวือหวาเป็น 100-200% ถ้าผมเป็นเจ้าของหุ้น ผมคงโกรธที่ปรึกษาทางการเงินและอันเดอร์ไรเตอร์เป็นอย่างมากว่า ทำไมตั้งราคาหุ้น IPO ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมากอย่างนี้ แทนที่บริษัทของผมจะได้รับเงินจากการขาย IPO มากกว่านี้
ลองดูตัวอย่างครับ สมมติว่าผมเป็นเจ้าของหุ้นบริษัท DEF จำกัด มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท PAR = 1 บาท ต่อมาเพิ่มทุน 50 ล้านหุ้น ขาย IPO หุ้นละ 2 บาท ปรากฏว่าเข้าตลาดวันแรกราคาขึ้นไปปิดที่ 6 บาท ต่อมาวันที่สอง ราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 7.20 บาท ลองคิดง่ายๆ กันครับว่า ถ้าตั้งขายราคา IPO ที่ 5 บาท นักลงทุนก็น่าจะยังแฮปปี้อยู่เพราะว่าได้ผลตอบแทนวันแรกก็ 20% แล้ว ถ้าถือไปถึงวันที่สองไปขายที่ 7 บาท ก็ยังได้กำไรรวมแล้ว 40% เสียด้วยซ้ำ นับว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเยี่ยมยอดในช่วงเวลาการลงทุนสั้นๆ เพียงแค่ประมาณครึ่งเดือนเท่านั้น แต่เงินที่ขาย IPO แทนที่บริษัทจะได้เงินจากการระดุมทุนครั้งนี้เป็น 250 ล้านบาท กลับได้เพียง 100 ล้านบาทเท่านั้น เงินส่วนที่บริษัทควรจะได้อีก 150 ล้านบาท ก็ไปตกอยู่ที่นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุน
รายกลางรายใหญ่ที่ได้สิทธิจองหุ้นเหล่านี้ไป
ผมอยากเห็นตลาดหลักทรัพย์ทำ SCORING ให้คะแนนบรรดาที่ปรึกษาทางการเงินและอันเดอร์ไรเตอร์เหล่านี้ ถ้าหุ้น IPO เมื่อเข้าตลาดแล้วมีราคาเปลี่ยนแปลงไม่มากกว่า 20% ควรจะได้คะแนนเต็ม 10 ส่วนหุ้น IPO ตัวไหนที่เข้าตลาดแล้วราคาเปลี่ยนแปลงมากกว่า 100% น่าจะได้คำแนนต่ำกว่า 5 แล้วนำ SCORING นี้มาเปิดเผยต่อสาธารณชน เป็นระยะๆ และควรจะกำหนดกฎเกณฑ์การจัดสรรหุ้น IPO เสียใหม่ โดยกำหนดสัดส่วนให้กับนักลงทุนสถาบัน : นักลงทุนรายกลางและรายใหญ่ : นักลงทุนรายย่อย เป็น 30 : 40 : 30
โดยนักลงทุนรายกลางและรายใหญ่ หมายถึงนักลงทุนที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อเดือนมากกว่า 100 ล้านบาท และมีพอร์ตการลงทุนสูงกว่า 100 ล้านบาท แล้วบังคับให้บริษัทอันเดอร์ไรเตอร์เหล่านี้ต้องประกาศรายชื่อผู้จองซื้อหุ้น IPO ต่อสาธารณะ อาจจะเป็นทางเว็บไซต์ของบริษัทและเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์เพื่อความโปร่งใส มิฉะนั้นหุ้นจองตัวที่มีโอกาสกำไรสูงๆ หลายๆ ครั้งอาจจะถูกจองโดยญาติพี่น้องของผู้บริหารของอันเดอร์ไรเตอร์เหล่านั้นเสียเอง แทนที่นักลงทุนรายย่อยทั้งหลายที่ถูกเรียกติดปากว่า แมลงเม่าจะได้อานิสงส์จากกำไรของหุ้น IPO กับเขาบ้าง
เนื้อที่หมดแล้ว คงต้องมาต่อเรื่องหุ้น PP และ RO ในสัปดาห์หน้า ส่วนภาวะตลาดหุ้นช่วงนี้ ผมขอแนะนำให้ขึ้นขาย ลงไม่ซื้อนะครับ เพราะว่าผมคิดว่าตลาดหุ้นช่วงนี้แพงเกินไป ถึงแม้หลายฝ่ายจะเก็งว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะมีการประกาศลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า 0.25% จากตัวเลขเศรษฐกิจปี 2557 แย่กว่าที่คาดคือ = 0.7% เท่านั้น ซึ่ง กนง.อาจจะคงดอกเบี้ยก็เป็นได้ แต่ถึงแม้ กนง.จะมีการประกาศลดดอกเบี้ย ผมคิดว่าธนาคารพาณิชย์อาจจะไม่ลดดอกเบี้ยตาม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็แทบไม่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยเลย
ผมอยากเห็นตลาดหลักทรัพย์ทำ SCORING ให้คะแนนบรรดาที่ปรึกษาทางการเงินและอันเดอร์ไรเตอร์ ถ้าหุ้น IPO เมื่อเข้าตลาดแล้วมีราคาเปลี่ยนแปลงไม่มากกว่า 20% ควรจะได้คะแนนเต็ม 10 ส่วนหุ้น IPO ตัวไหนที่เปลี่ยนแปลงมากกว่า 100% น่าจะได้คำแนนต่ำกว่า 5 แล้วนำ SCORING นี้มาเปิดเผยต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ







