
ผ่าตัดตำรวจท่องเที่ยว โจทย์หินต้องคิดรอบด้าน
ตอนนี้กำลังมีการผ่าตัดใหญ่หลายองค์กร เพื่อให้สอดรับกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนไป
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ตอนนี้กำลังมีการผ่าตัดใหญ่หลายองค์กร เพื่อให้สอดรับกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งติดโผถูกคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้าง อำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชน ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ เสนอรายชื่อยุบองค์กรการทำงาน เพราะมองว่าซ้ำซ้อนกับการทำงานของตำรวจพื้นที่ ทั้งที่งานหลักของตำรวจพื้นที่กับตำรวจท่องเที่ยวต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในฐานะภาคเอกชนท่องเที่ยว ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) มองว่า ตำรวจท่องเที่ยวถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ที่จะสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว หากจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานควรบริหารจัดการแบบมืออาชีพ โดยตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งควรมีภาคเอกชนร่วมเป็นบอร์ดบริหาร เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และป้องกันไม่ให้ตำรวจใช้กฎหมายในทางที่ผิด
ขณะเดียวกัน ยังแนะนำว่า การปรับโครงสร้างการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวควรมองและวางแผนงานล่วงหน้าระยะยาว รองรับการเติบโตในอนาคต 5-10 ปี โดยเฉพาะในอีก 10 ปีข้างหน้า องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทยกว่า 50 ล้านคน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดูว่ามีความพร้อมจะรับมือกับอนาคตแค่ไหน
สอดคล้องกับ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่ตระหนักถึงความสำคัญของตำรวจท่องเที่ยวที่มีส่วนในการดูแลให้ความช่วยเหลือแขกบ้านแขกเมือง และถือเป็นด่านแรกๆ ที่สร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติ ด้วยความสามารถด้านภาษาต่างประเทศและจิตใจพร้อมบริการ ซึ่งกระทรวงจะผลักดันให้ตำรวจท่องเที่ยวมีอำนาจหน้าที่การบริหารจัดการตัวเองมากขึ้น ผ่าน 2 แนวทาง คือ 1.ยกระดับฐานะเป็นกองบัญชาการ 2.ขยายกองกำกับการเพิ่ม พร้อมเพิ่มอำนาจสอบสวน ซึ่งจะต้องหารือกันรอบด้านอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร
พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อดีตผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว เห็นว่า สำหรับแนวคิดยกฐานะตำรวจท่องเที่ยวเป็นกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระดมความคิดเห็นอย่างละเอียดรอบคอบ เนื่องจากการขยายงานในระดับสายบังคับบัญชาไม่สามารถตอบโจทย์ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างตรงจุด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับตำรวจท่องเที่ยวเป็นเรื่องการขาดแคลนกำลังพลฝ่ายปฏิบัติการ โดยปัจจุบันมีอัตรากำลังพลเพียง 942 นายทั่วประเทศ ขณะที่อัตราอนุญาตประมาณ 1,036 นาย และสามารถเพิ่มอัตรากำลังพลได้ถึง 1,760 นาย
“การปรับโครงสร้างที่เหมาะสม ควรขยายพื้นที่กองกำกับการให้ครอบคลุมพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เช่น เพิ่มกองกำกับการดูแลภาคกลาง แบ่งเป็นพื้นที่ฝั่งตะวันออก พัทยา ระยอง จันทบุรี ตราด แถบฝั่งตะวันตก กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ แถบฝั่งอันดามัน ภูเก็ต กระบี่ พังงา แถบอ่าวไทย เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ชุมพร เป็นต้น การปรับโครงสร้างแบบนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาคปฏิบัติงานให้หน่วยงานเข้าถึงพื้นที่การทำงานได้อย่างทั่วถึง และใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่า”
คงต้องจับตาการปรับโครงสร้างตำรวจท่องเที่ยวดูว่า จะเป็นไปในทิศทางใด จะเป็นองค์กรเล็กแต่ประสิทธิภาพเหนือตัว หรือจะแค่ขยายขนาดองค์กรเพียงอย่างเดียว







