
กางแผนทางหลวง รับเออีซี เล็งผุดมอเตอร์เวย์ใหม่พรึ่บ
ในยุคที่สังคมและเศรษฐกิจเคลื่อนไหลไปภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ในยุคที่สังคมและเศรษฐกิจเคลื่อนไหลไปภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ การเคลื่อนย้ายคนและสินค้าจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งสามารถทำได้ง่ายขึ้น การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เองก็เช่นกัน เพราะผู้คนและสินค้าในอาเซียนจะไหลไปมาระหว่างกันมากขึ้น ทางหลวงของแต่ละประเทศจึงต้องพร้อมรองรับการคมนาคมสัญจรที่มีความถี่สูงขึ้น
กรมทางหลวงได้จัดทำโครงการศึกษาจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทางหลวงเพื่อรองรับการเข้าสู่เออีซี โดยจ้างบริษัท ทรานส์คอนซัลท์ วิเคราะห์สถานการณ์ทางหลวงในไทยและแผนงานที่กรมจำเป็นต้องทำเพิ่มเติม
จารุวิสข์ ปราบณศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมขนส่งของโครงการดังกล่าว เล่าว่า ปัจจุบันกรมอยู่ระหว่างการใช้แผนยุทธศาสตร์กรมทางหลวง พ.ศ. 2555-2559 ซึ่งมี 5 ยุทธศาสตร์ แต่ในยุทธศาสตร์กรมทางหลวงเพื่อรองรับการเข้าสู่เออีซี จะปรับเหลือเพียง 4 ยุทธศาสตร์เท่านั้น โดยยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญมาก คือ 2 ยุทธศาสตร์แรก
1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กรมต้องให้ความสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงฐานการผลิต เพราะทางหลวงถือเป็นปัจจัยสำคัญเชื่อมโยงซัพพลายเชน ไม่ได้สำคัญเฉพาะชายแดนเท่านั้น 2.เพิ่มประสิทธิภาพเชื่อมโยงด่านชายแดนที่สำคัญรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นภาคความต้องการจริง
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์จากพฤติกรรมการเดินทางเข้ามาในไทยของยานพาหนะต่างชาติ กลุ่มยานพาหนะเพื่อการโดยสารส่วนใหญ่ หรือราว 76% จะเข้ามาเพียงแค่ 0-20 กม.แรกจากด่านชายแดน หรืออยู่เพียงบริเวณหน้าด่านชายแดนเท่านั้น ตรงข้ามกับกลุ่มรถบรรทุกที่มีรัศมีการเดินทาง 20-50 กม.ถึง 41% และ 50-200 กม.อีก 31%
“เชื่อว่าเมื่อเปิดเออีซี พฤติกรรมของยานพาหนะต่างชาติจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก รถจากลาวก็จะเข้ามาแค่บริเวณหนองคายหรืออุดรธานี ไม่ไปไกลกว่านั้น”
จารุวิสข์ บอกอีกว่า จากการพิจารณาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเออีซีของกรม คณะที่ปรึกษามีความเห็นสอดคล้องจำนวน 57 โครงการจาก 77 โครงการ อย่างไรก็ดีมีโครงการที่ควรปรับปีดำเนินการ 12 โครงการ และควรมีโครงการใหม่เพิ่มเติมอีก 8 โครงการ
สำหรับโครงการสำคัญที่เสนอเพิ่มเติม เช่น โครงการมอเตอร์เวย์เชื่อมชายแดนอรัญประเทศ ระยะทาง 204 กม. วงเงินงบประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้ (Southern Economic Corridor) โครงการมอเตอร์เวย์ขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 161 กม. วงเงิน 3.05 หมื่นล้านบาท เพื่อลดกระแสจราจรที่ต้องไปผ่านอุดรธานีก่อน รวมถึงโครงการขยายทางเลี่ยงเมืองมุกดาหารด้านเหนือหรือทางหลวงหมายเลข 12 ระยะทาง 6 กม. วงเงิน 360 ล้านบาท ให้กลายเป็น 4-6 เลน
2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริหารจัดการทางหลวง ต้องให้ความสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ 1.เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการทางหลวง 2.พัฒนาโครงข่ายทางหลวงที่มีมาตรฐานความปลอดภัย 3.รักษาคุณภาพผิวทางให้อยู่ในระดับที่ดี รองรับกิจกรรมการขนส่งภายในเข้าสู่เออีซี 4.พัฒนาช่องทางการสื่อสารระหว่างกรมทางหลวงและผู้ใช้บริการชาวต่างชาติ
ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว มีโครงการเสนอแนะ 12 โครงการ เช่น การทำป้ายเสริมภาษาที่สามเพื่อสื่อสารกับผู้ที่ไม่สามารถใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การพัฒนาจุดพักรถ ด่านชั่งน้ำหนักถาวร การพัฒนาระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ทางหลวง การพัฒนาศูนย์บริการข้อมูลและประชาสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ
ที่สำคัญ ต้องพัฒนาจุดพักรถบรรทุกโดยมีตำแหน่งห่างจากชายแดนเว้นระยะทุก 4 ชั่วโมง มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย ขณะเดียวกันต้องจัดตั้งสถานีตรวจสอบน้ำหนักเพิ่มเติมด้วย
“ต้องมีโครงการเหล่านี้เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรให้เหลือน้อยที่สุด และรองรับการขนส่งระยะทางไกลหลังเปิดเออีซีอย่างเต็มรูปแบบ”
ศักดิ์สิทธิ์ วัฒนาเดช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ขนส่งของโครงการดังกล่าว ฉายภาพว่า จากการคำนวณค่าดัชนีความขรุขระสากล (IRI) ของทางหลวง โดยคำนวณเบื้องต้นว่าปริมาณรถสัญชาติไทยและรถต่างชาติจะสัญจรไปมาเพิ่มขึ้นราว 2-2.5% จะสร้างความเสียหายต่อสภาพถนนและผิวทาง ทำให้ต่อเสียค่าซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น 4.96 หมื่นบาท/กม./ปี หรือราว 2,924 ล้านบาท/ปี ทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากรถแต่ละคันมีทั้งกลุ่มก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนและกลุ่มมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ประเมินว่าจะเพิ่มขึ้น 8,800 บาท/กม./ปี หรือ 520 ล้านบาท/ปี ทั่วประเทศ ส่วนความสูญเสียจากอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้น 4.83 หมื่นบาท/กม./ปี หรือ 2,800 ล้านบาท/ปี ทั่วประเทศ กรมจึงต้องเตรียมรับมือผลกระทบทั้ง 3 ด้าน
ปัจจุบันไทยมีเส้นทาง Asian Highways ทั้งสิ้น 6,714 กม. อยู่ในความดูแลของกรมทางหลวง 6,684 กม.







