
ตราสารหนี้อายุ 3 ปีขึ้นไป ราคาลดลง
การซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 ก.พ. 2558) มีมูลค่ารวม 369,017 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,804 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 3.55%
การซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 ก.พ. 2558) มีมูลค่ารวม 369,017 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,804 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 3.55%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารหนี้แล้วจะพบว่ากว่า 67% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 245,648 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 82,125 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 7,251 ล้านบาท หรือคิดเป็น 22% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB196A (อายุ 3.9 ปี) LB176A (อายุ 3.3 ปี) และ LB236A (อายุ 3.6 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 21,077 ล้านบาท 18,990 ล้านบาท และ 9,141 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร รุ่น CPF163A (AA-) มูลค่าการซื้อขาย 724 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT162A (AAA) มูลค่า
การซื้อขาย 393 ล้านบาท และหุ้นกู้ของธนาคารยูโอบี รุ่น UOBT165A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 324 ล้านบาท
ราคา (Price) ของพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลงในตราสารหนี้อายุ 3 ปีขึ้นไป หรือผู้ซื้อจะได้ผลตอบแทน (Yield) เพิ่มขึ้น ประมาณ 0.05-0.15% หากเข้าซื้อพันธบัตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ภายหลังการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐเดือน ม.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2.57 แสนตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.3 แสนตำแหน่ง โดยนับเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกันแล้วที่มีการจ้างงานมากกว่า 2 แสนตำแหน่ง
การที่ตลาดแรงงานของสหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) พิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปีนี้ ส่งผลให้ราคาพันธบัตรสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลง และมีส่วนทำให้ราคาพันธบัตรของไทยปรับลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้แล้วการขายของนักลงทุนต่างชาติบางส่วนส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ของไทยปรับลดลงตามไปด้วย
นอกจากนี้ การประมูลพันธบัตรระยะสั้น (อายุน้อยกว่า 1 ปี)ทั้งตั๋วเงินคลังและพันธบัตร ธปท.ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ด้วยความต้องการประมูลในจำนวนที่สูงกว่าปริมาณพันธบัตรที่ออกขาย (ค่า Bid Coverage Ratio : BCR) ประมาณ 1.31-3.1 เท่า ขณะที่ผลการประมูลพันธบัตร Inflation-Linked Bond (ILB) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูง 3.55 เท่าของวงเงินประมูล
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 ก.พ. 2558) มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาในตราสารหนี้รวมสุทธิ 2,001 ล้านบาท โดยเงินไหลออกจากตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) ประมาณ 2,265 ล้านบาท ขณะที่ไหลเข้าในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุน้อยกว่า 1 ปี) ประมาณ 4,266 ล้านบาท







