
จ้างงานไทยน่าห่วง หดตัวแรงสุดในอาเซียน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ปี 2557 นับเป็นปีที่การจ้างงานในเอเชียแปซิฟิกไม่สดใสนัก ภาพรวมหลายประเทศเติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซน ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงการจ้างงานด้วย
Asia-Pacific Labour Market Update ออกรายงานประจำเดือน ก.พ. 2558 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ว่า สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่มีอัตราการจ้างงานเพิ่มสูงสุดในอาเซียน โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นราว 5 แสนคน สูงกว่าปี 2556 ราว 3.8% ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เติบโตคือความต้องการของภาคการก่อสร้าง
ขณะที่ฟิลิปปินส์จ้างงานสูงกว่า 1 ล้านคน สูงจากปี 2556 ราว 2.8% สำหรับมาเลเซียอยู่ที่ 2.5 แสนคน เพิ่มขึ้นราว 2% สาเหตุที่ทำให้การจ้างงานในมาเลเซียเติบโตในระดับดังกล่าว เนื่องจากการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำเมื่อไม่นานมานี้
สำหรับไทยถือเป็นประเทศที่การจ้างงานเติบโตลดลงมากที่สุดทั้งในอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก โดยลดลง 6.91 แสนคน หดตัวลง 1.8% จากปี 2556 เนื่องจากเศรษฐกิจในปี 2557 ไม่ค่อยเติบโตเท่าใดนัก ประกอบกับจำนวนแรงงานในภาคเกษตรกรรมและภาคก่อสร้างลดลง
รายงานระบุด้วยว่า ภาพรวมช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกล้วนประสบปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านแรงงาน โดยเฉพาะด้านรายได้ อินโดนีเซียและลาวมีความไม่เท่าเทียมสูงขึ้น 6.4 คะแนน และ 5.8 คะแนน
ขณะที่รายงาน World Employment & Social Outlook : Trends 2015 ระบุว่า อัตราว่างงานในเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ 4.2% จนถึงปี 2560 โดยอัตราการว่างงานในอินโดนีเซียจะค่อยๆ ลดลงเหลือ 5.8%
สำหรับอัตราค่าแรงที่แท้จริงในปี 2559 ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะปรับตัวขึ้น 3.4% ขณะที่ปี 2562 น่าจะปรับตัวขึ้น 3.8% ต่ำกว่าประเทศในเอเชียตะวันออกที่ปรับขึ้น 6.7-6.9% ต่อเนื่อง 4 ปี
รายงานระบุว่า แม้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี ) จะมุ่งหวังการรวมตัวกันเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน เพื่อให้เกิดการค้าและการลงทุนมากขึ้น แต่ในแง่ของการจ้างงานนั้น อาจดีขึ้นเพียงบางประเทศและบางอุตสาหกรรม ขณะที่บางประเทศและบางอุตสาหกรรมอาจลดลง
นอกจากนี้ กลุ่มเด็กจบใหม่และแรงงานบางกลุ่มที่มีทักษะไม่ตรงความต้องการของตลาดอาจประสบปัญหาในตลาดหลังเปิดเออีซีได้ ภาครัฐในอาเซียนต้องมีมาตรการคุ้มครองทางสังคมที่ดีและบริการการจ้างงานที่เข้มแข็ง
ที่สำคัญ ต้องจัดตั้งสถาบันจัดการค่าแรงที่เข้มแข็งขึ้นมาดูแลค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อจัดการดูแลค่าแรงให้เหมาะสมและแก้ไขปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่
ขณะเดียวกัน Verisk Maplecroft บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับโลก ได้จัดทำดัชนีต้นทุนค่าแรงเปรียบเทียบ 172 ประเทศทั่วโลก ผลปรากฏว่า ไทยมีค่าแรงสูงเป็นอันดับ 93 ของโลก ขณะที่กัมพูชาอยู่อันดับที่ 169 และพม่าอยู่อันดับที่ 171 สะท้อนว่ากัมพูชาและพม่ามีขีดความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานมากกว่าไทย
อย่างไรก็ดี รายงานของบริษัทดังกล่าว ระบุว่า กัมพูชาและพม่ายังมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการใช้แรงงานเด็กและการค้ามนุษย์ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ได้ ปัจจัยค่าแรงจึงไม่ควรเป็นปัจจัยเดียวที่ใช้ในการพิจารณาลงทุน
จากผลการศึกษาของรายงานหลายฉบับ จะเห็นได้ว่า สถานการณ์ด้านแรงงานของประเทศต่างๆ ในอาเซียนขณะนี้อาจไม่สู้ดีนัก ทั้งในมุมของตัวแรงงานที่ยังต้องเผชิญปัญหาอัตราจ้างงานลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาความไม่เท่าเทียม ปัญหาการถูกแย่งงาน หากมีทักษะไม่ตรงความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันในมุมของนักลงทุน ก็ยังต้องเผชิญกับทั้งปัญหาค่าแรงและปัญหาด้านการใช้แรงงานที่ผิดหลักมนุษยธรรม
ภาครัฐของประเทศต่างๆ ในอาเซียน จึงจำเป็นต้องหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ก่อนสถานการณ์ด้านแรงงานในอาเซียนจะรุนแรงกว่าปัจจุบัน







