
แตะเบรก‘ลอยตัวน้ำตาล’
แม้ จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม จะประกาศชัดเจนว่า ประเทศไทยจะลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ทันทีที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หลังวันที่ 31 ธ.ค.ปีนี้ และมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบกับราคาน้ำตาลในประเทศ
แม้ จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม จะประกาศชัดเจนว่า ประเทศไทยจะลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ทันทีที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หลังวันที่ 31 ธ.ค.ปีนี้ และมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบกับราคาน้ำตาลในประเทศ
“ไทยต้องลอยตัวราคาน้ำตาลทราย และผมมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำตาลทรายในประเทศ แม้ว่าแนวคิดที่จะให้ยกเลิกการเก็บเงินหน้าโรงงานน้ำตาล 5 บาท/กิโลกรัม เพื่อชำระหนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งจะมีผลให้ราคาน้ำตาลทรายขายปลีกลดลง และยังอยู่ระหว่างรอผลการศึกษาเช่นเดียวกับการศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่จะแล้วเสร็จในอีก 3 เดือน” จักรมณฑ์ ระบุ
แต่ในมุมมองของชาวไร่อ้อยและผู้บริโภคกลับมีความกังวลต่อการลอยตัวที่แตกต่างจากกระทรวงอุตสาหกรรม
นั่นคือผู้บริโภคและบรรดาอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบต่างกังวลว่า หลังลอยตัวน้ำตาลทรายแล้ว สินค้าน้ำตาลทรายจะถูกตัดจากบัญชีสินค้ารายการควบคุมราคาของกระทรวงพาณิชย์ ส่งผลให้ราคาน้ำตาลเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างเสรี แต่อยู่ภายใต้การ “ชี้นำ” ของโรงงานอ้อยและน้ำตาลที่มี “อำนาจต่อรองสูง” ตามโครงสร้างและกลไกตลาดน้ำตาลในปัจจุบัน และกลุ่มชาวไร่อ้อยที่มี “อิทธิพลทางการเมือง” มากพอที่จะโน้มน้าวการตัดสินใจดำเนินนโยบายอ้อยและน้ำตาลทรายของรัฐบาลมาทุกยุค
แกนนำชาวไร่อ้อยอย่าง ชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยน้ำพอง จ.ขอนแก่น และประธานสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสานกังวลว่า การลอยตัวน้ำตาลทรายจะนำไปสู่การยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายในอัตรา 5 บาท/กิโลกรัม ดังนั้นภาครัฐต้องสร้างหลักประกันว่า หากราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกลดต่ำลง ชาวไร่จะได้รับค่าอ้อยส่วนเพิ่มจากกองทุนอ้อยฯ เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนการปลูก และมีเงินชำระหนี้สินกองทุนอ้อยฯ
สอดคล้องกับตัวแทนโรงงานน้ำตาลในกลุ่ม บริษัท ไทยรุ่งเรือง ที่ระบุว่า การลอยตัวจะกระทบชาวไร่อ้อย เพราะหากไม่มีการอุดหนุนเงินค่าอ้อยจะทำให้การปลูกอ้อยไม่คุ้มกับต้นทุน
อีกทั้งยังมีคำถามว่าภาครัฐจะยกเลิกโควตาน้ำตาล ก. (น้ำตาลทรายบริโภคในประเทศ) โควตา ข. (น้ำตาลทรายดิบที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนดให้ผลิตเพื่อส่งมอบให้บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย ส่งออกและจำหน่ายไปยังต่างประเทศ) และโควตา ค. (น้ำตาลส่งออก หลังหักน้ำตาลโควตา ก. และโควตา ข.) หรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อปริมาณและราคาน้ำตาลในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ผมเสนอว่าภาครัฐต้องมีการกำหนดโควตา หรือมีการตั้งคณะกรรมการดูแลราคาน้ำตาลทราย และต้องมีหลักประกันที่สร้างความมั่นใจให้กับชาวไร่อ้อยว่า หากราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกลดต่ำลงชาวไร่ได้รับการช่วยเหลือ” ชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม
สมชาย หาญหิรัญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ระบุว่า แผนการปรับโครงสร้างฯ จะมีทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งจะกำหนดว่าในแต่ละระยะจะทำเรื่องอะไรบ้าง โดยมีเป้าหมายหลัก คือ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายต้องมีเสถียรภาพ มีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับป้อนโรงงาน ตลอดจนมีน้ำตาลทรายเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและมีราคาเหมาะสม
“ในรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ระหว่างโรงงานและชาวไร่ เป็นเรื่องที่ต้องรับฟังความคิดเห็นอีกหลายครั้ง คาดจะได้ข้อสรุป ภายในเดือนพ.ค.นี้” สมชาย ระบุ
แต่ทว่า พิชัย ตั้งชนะชัยอนันต์ เลขาธิการคณะกรรมการสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เสนอว่า ขณะนี้หน่วยงานรัฐไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจนนัก เพราะต้องรอผลศึกษาแนวทางการเปิดเสรีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายจะแล้วเสร็จ ซึ่งส่วนตัวมองการลอยตัวน้ำตาลว่าควรทำ “แบบค่อยเป็นค่อยไป” เพราะแม้ว่าไทยต้องลอยตัวน้ำตาลทรายหลังเปิดเออีซี แต่ไม่จำเป็นต้องเร่งลอยตัวแบบปัจจุบันทันด่วน
“เราก็เปิดเสรีมาตั้งนานแล้ว คือไม่มีกำแพงภาษี ไม่มีการกีดกันการน้ำเข้าและส่งออก และผมเห็นว่าการกำหนดโควตาน้ำตาลทรายควรอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐเหมือนเดิม เพราะถ้าเปิดเสรีแล้ว แต่ไม่มีการควบคุมอาจจะส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบก็ได้ ซึ่งเราไม่ต้องไปแก้ทั้งหมดก็ได้ แต่แก้เฉพาะสิ่งที่ไม่ดีให้ดีก็น่าจะพอแล้ว และหากแผนปรับโครงสร้างฯ ไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมนี้จริงๆ ก็คงต้องรับฟังความคิดเห็นชาวไร่และโรงงานก่อนนำมาปรับใช้ตามความเหมาะสมต่อไป” พิชัย ทิ้งท้าย







