
ทำธุรกิจเหมือนกับปลูกป่า ตั้งเป้าสูงปฏิบัติยึดหลักต่ำ
คนจีนพื้นเพจากซัวเถา ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากเปิดร้านค้าส่งของสินค้าเบ็ดเตล็ดเป็นจุดเริ่มต้น
คนจีนพื้นเพจากซัวเถา ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากเปิดร้านค้าส่งของสินค้าเบ็ดเตล็ดเป็นจุดเริ่มต้น จนกลายเป็นอาณาจักรเครือสหพัฒน์ที่สร้างรายได้ปีละ 3 แสนล้านบาทในปัจจุบันของตระกูล “โชควัฒนา” ที่สร้างสมประสบการณ์ธุรกิจอันทรงคุณค่ามาตั้งแต่ยุคผู้สร้าง “ฮกเปี้ยว” ยุคสานต่อ “เทียม โชควัฒนา” และยุคแห่งการขยายธุรกิจของ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา”บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของเรามาจากจังหวัดซัวเถา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง รุ่นอาก๋งฮกเปี้ยว ตัดสินใจเข้ามาตั้งรกรากในไทย แรกเริ่มเดิมทีก่อตั้งเป็นร้านค้าส่งขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ต่อมารวมตัวกับพี่น้องก่อตั้งบริษัทขึ้นมา ชื่อ เปียวฮะ เป็นอาคาร 7 ชั้น หลังจากนั้นได้แยกตัวมาตั้งร้านเฮียบฮะ ส่วนการตั้งบริษัท สหพัฒนพิบูล เกิดขึ้นจากเทียม โชควัฒนา เป็นผู้ก่อตั้ง จากยุคก่อร่างสร้างตัวกระทั่งปัจจุบันใต้ร่มเงาเครือสหพัฒน์มีอายุร่วม 120 ปี
การบริหารระหว่างอาก๋ง ยุคก่อร่างสร้างตัว เป็นคนมีวิสัยทัศน์ดี สมัยก่อนคนจีนส่วนใหญ่เข้าไปตั้งรกรากที่เวียดนาม แต่ไม่นานก็เกิดสงคราม ส่วนอินโดนีเซียประชากรในประเทศต่อต้านคนจีน แต่ก๋งเลือกมาที่ไทยและก็เป็นการเลือกที่ถูกทาง ยุคของก๋ง ขายทุกอย่างเป็นร้านโชห่วย แต่ยุคเทียม โชควัฒนา หรือพ่อของผม เริ่มเป็นจับห่วย ขายสินค้านำเข้า เสื้อผ้า ส่วนยุคของผม บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา หรือรุ่นหลาน เราขยายธุรกิจเยอะ เพราะเปรียบการทำธุรกิจเหมือนปลูกป่า
“การปลูกต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียว เมื่อถูกพายุหรือลมแรงพัด ก็สามารถโค่นได้ แต่ถ้าเราปลูกเป็นป่าขึ้นมา มีต้นไม้หลายต้น เมื่อมีลมพัดแรงแค่ไหน ก็ยังสามารถอยู่รอดได้ หลักของการทำธุรกิจอย่าคิดว่าเมื่อทำแล้วจะรวย เพราะจะไม่รวย แต่สิ่งสำคัญต้องอดทน ยอมเสียสละ เปรียบเหมือนกับการปลูกต้นไม้ บางพันธุ์ที่ปลูกโตเร็ว บางอย่างโตช้า ใช้เวลาเป็นร้อยปี ต้องคำนวณการเติบโตถึงจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน” บุณยสิทธิ์ กล่าว
ส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่าทำธุรกิจแล้วจะรวยทันที ในแต่ละปีมีพันธมิตรเสนอให้ร่วมทุนมากมาย แต่บางปีจังหวะไม่เหมาะสมหรือไม่มีธุรกิจน่าสนใจ ก็ต้องเตรียมความพร้อม เมื่อถึงเวลาที่พร้อมจะได้ลงมือทำเลย อย่าไปพึ่งดูดวง ต้องใช้สายตาเรามอง แต่เรื่องพวกนี้หากไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่จะดีที่สุด หากถามว่าเครือสหพัฒน์ดูฮวงจุ้ยบ้างไหมก็มีบ้าง
เมื่อให้มองการทำธุรกิจระหว่างไทยกับจีน ตอบได้ทันทีว่าจีนเศรษฐกิจเติบโตเร็วมาก ในโลกการแข่งขันขณะนี้ ไทยควรปรองดองกับจีนเป็นคู่ค้ากันดีกว่า เพราะไทยมีความได้เปรียบภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางอาเซียน เปรียบเหมือนจีนเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ส่วนไทยเป็นร้านค้าสะดวกซื้อ เนื่องจากจีนใหญ่กว่าไทยร่วม 20 เท่า จีนการทำงานเร็ว กล้าลงทุน หาทางร่วมมือกันจะดีที่สุด
ส่วนญี่ปุ่นมีความแตกต่างกับจีนพอสมควร ญี่ปุ่นเก่งสร้างสรรค์รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ อย่างเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นของอเมริกา เปิด 7 วัน 11 ชั่วโมง แต่พอญี่ปุ่นได้รับสิทธิแฟรนไชส์นำมาดัดแปลงเป็นเปิด 24 ชั่วโมง กระทั่งปัจจุบันมีสาขามากกว่าอเมริกาเสียอีก แต่ไทยอย่าไปเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ถือว่าเราถ่วงดุลระหว่างจีนกับญี่ปุ่นได้ดีอยู่แล้ว
ในเวลานี้ ใครๆ ก็พูดถึงอาเซียน แต่การทำธุรกิจควรแยกระหว่างทางเหนือกับทางใต้ เช่น ทางเหนือส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ อาทิ เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา ไทยเป็นศูนย์กลางทางเหนือ ดังนั้นควรมุ่งเป้าหมายไปที่ประเทศเหล่านี้ ทางใต้นับถือศาสนาอิสลาม ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ศูนย์กลางจะเป็นสิงคโปร์หรืออินโดนีเซีย แต่ไทยต้องสร้างตัวเองให้เป็นศูนย์กลางอาเซียน โดยเฉพาะค่าเงินบาท มีความได้เปรียบและเป็นจุดแข็ง เพราะอินโดจีนส่วนใหญ่รับเงินบาทไม่ต้องแลกเป็นสกุลเงินต่างๆ แต่ไทยต้องเร่งสร้างระบบโลจิสติกส์ คู่แข่งของไทยเวลานี้คืออินโดนีเซีย
เจ้าสัวแห่งเครือสหพัฒน์ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ทิ้งท้ายด้วยว่าการทำธุรกิจควรตั้งเป้าไว้ให้สูง แต่เมื่อลงมือทำต้องยึดหลักให้ต่ำไว้ก่อน เพื่อนักธุรกิจรุ่นใหม่จะได้อดทน มีความพยายาม แม้ขณะนี้เศรษฐกิจไทยและโลกจะซบเซา อย่าหดหู่ใจ โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งปี เหมือนกับสหพัฒน์ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ไม่ปลูกต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียว แต่ปลูกเป็นป่า ยามใดล้มจะได้มีต้นไม้อื่นเป็นที่พึ่งพิง







