
เร่งพัฒนา‘ด่านช่องสะงำ’ เปิดเส้นทางการค้าสู่เสียมราฐ
โดย...เสริมพงษ์ ทองสัมฤทธิ์
โดย...เสริมพงษ์ ทองสัมฤทธิ์
นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาพยายามผลักดันให้จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เป็นเส้นทางการค้าและเส้นทางท่องเที่ยว ซึ่งความโดดเด่นที่สุดของจุดผ่านแดนถาวรแห่งนี้ คือ ระยะทางมุ่งตรงเข้าสู่จังหวัดเสียมราฐ ที่ตั้งของนครวัด นครธม แหล่งท่องเที่ยว และเมืองใหญ่อันดับสองของกัมพูชา เพียง 140 กิโลเมตรเท่านั้น
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเส้นทางการค้าและการท่องเที่ยวช่องสะงำไม่คืบหน้าไปมากนัก จุดสำคัญที่สุด คือ ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนปราสาทพระวิหาร ความรุนแรงถึงขั้นปะทะด้วยอาวุธหลายครั้ง กระทั่งบานปลายสู่การฟ้องศาลโลก แต่หลังจากข้อพิพาทดังกล่าวได้ข้อยุติลงเมื่อช่วงปลายปี 2556 ทั้งสองประเทศก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับด่านแห่งนี้อีกครั้ง
ช่วงเดือน ส.ค. 2557 ที่ผ่านมา จ.ศรีสะเกษ ได้ย้ายตลาดชั่วคราวจากบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง มายังเมืองใหม่ช่องสะงำ ซึ่งอยู่ลึกเข้ามาจากจุดผ่านแดนประมาณ 2.5 กิโลเมตร เพื่อต้องการให้มีการค้าขายอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเรื่องของประสิทธิภาพของการขนถ่ายสินค้า เพื่อเป็นการรองรับความเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
สุริยะ อมรโรจน์วรวุฒิ รอง ผวจ.ศรีสะเกษ บอกว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเริ่มรื้อถอนร้านค้าเดิม ซึ่งจะทำไปพร้อมๆ กับการพัฒนาความร่วมมือทางการค้า ล่าสุดได้รับความร่วมมือจากหอการค้าจังหวัดสระแก้ว โดย นายพิชัย ประสิทธิ์ชูวงษ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้ว เข้ามาดูพื้นที่ วางเป้าหมายว่าจะพัฒนาบริเวณใกล้สถานีขนส่งเมืองใหม่ช่องสะงำเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ เพื่อจะทำเป็นร้านค้าประมาณ 200 ยูนิต ให้พ่อค้าแม่ค้าทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาได้เข้ามาค้าขาย เหมือนกับตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ คิดว่าประมาณเดือน พ.ย.นี้ก็น่าจะดำเนินการจนแล้วเสร็จให้ผู้ประกอบการเข้ามาค้าขายได้
“การที่จะพัฒนาส่งเสริมด้านเศรษฐกิจการค้า โดยจะมีผู้เข้ามาลงทุนสร้างตลาดโรงเกลือศรีสะเกษ ที่ด่านช่องสะงำ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 400 ยูนิต ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากคุณพิชัย ประสิทธิ์ชูวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ลงทุนทำตลาดโรงเกลือที่ จ.สระแก้ว ตกลงจะมาลงทุนที่เมืองใหม่ช่องสะงำของเรา ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินพื้นที่ ก็ได้มีการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและได้อนุมัติให้ใช้พื้นที่แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่จะแจ้งทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาสำรวจต้นไม้ซึ่งอาจจะต้องนำไม้ออก หรืออาจจะตรวจความเรียบร้อยในด้านความปลอดภัย หลังจากนั้นก็จะมีการเตรียมพื้นที่ดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าในเร็วๆ นี้” รอง ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าว
ทั้งนี้ การค้าชายแดนผ่านช่องสะงำมีมูลค่าปีละประมาณ 826.10 ล้านบาท โดยก่อนสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เคยมีมูลค่าการค้าชายแดนสูงถึงปีละ 1,000 ล้านบาท คาดว่าหลังจากนี้เมื่อทั้งสองประเทศหมดปัญหาความขัดแย้งกันแล้ว การค้าชายแดนจะเพิ่มมูลค่ามากขึ้นอีกเท่าตัว โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ปูนซีเมนต์บรรจุถุง เกลือป่น กระเบื้อง ตู้เสื้อผ้าทำด้วยไม้อัด รถแทรกเตอร์เก่าใช้แล้ว ชิ้นส่วนอุปกรณ์การเกษตร และสินค้านำเข้าสำคัญ คือ มันสำปะหลัง ชัน ขี้ไต้ทำด้วยน้ำมันยาง น้ำมันยาง เปลือกบง







