
ปฏิรูปกระทรวงวิทย์ เสิร์ฟนวัตกรรมถึงเอกชน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
การปรับโฉมใหม่ของ “กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ครั้งใหญ่ มุ่งผลักดันให้เอกชนไทย ธุรกิจเอสเอ็มอี หันมาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสูงขึ้น เพราะเป็นอาวุธหลักที่ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งในตลาดโลก พร้อมแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ภายใต้การนำของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นพ่อทัพพร้อมปรับนโยบาย
ดัน 6 แผนยกเครื่องใหม่
“พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ได้ปรับบทบาทกระทรวงวิทย์ฯ ให้ก้าวสู่การเป็นเทคโนโลยี เซอร์วิส พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้บริการเทคโนโลยีครบวงจรแก่
ผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมให้เอกชนลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมเป็นเครือข่ายส่งเสริมงานวิจัย และลงทุนพัฒนาสินค้า (อาร์แอนด์ดี)
ขณะเดียวกัน ได้เสนอ 6 โรดแมปควบคู่ในการทำนโยบาย ทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี เซ็นเตอร์) ทำโครงการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และผลักดันนวัตกรรมให้เป็นวาระแห่งชาติ
ชูลดหย่อนภาษีวิจัย 300%
สำหรับโครงการที่เริ่มทำและเอกชนให้ความสนใจ ได้แก่ งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสินค้า สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300% จากที่ผ่านมา ลดหย่อนภาษีได้ 200% จะมีผลปีนี้ ต่อมา
นโยบายให้ประชาชนหรือเอกชนที่บริจาคเงินบริจาคเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม สามารถนำเงินไปลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นรูปแบบคล้ายกับการหักลดหย่อนภาษี เงินบริจาคเพื่อการศึกษา ทั้งนี้การลดหย่อนภาษีวิจัยของไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียน
ขณะเดียวกัน มีโครงการให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่มาจากนวัตกรรมไทย หากเป็นสินค้าที่ได้รับรองมาตรฐานในประเทศ สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่มีราคาเกิน 1 แสนบาทโดยตรง ผ่านวิธีพิเศษจากเดิมต้องซื้อจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นการใช้สินค้านวัตกรรมไทย
ผุดนิยมวิจัยในเมืองอุตสาหกรรม
รวมทั้งจะร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ประมาณ 30-40 แห่ง ให้สร้างนิคมวิจัยในนิคมอุตสาหกรรม ด้วยการสร้างห้องวิจัยและพัฒนาสินค้า ที่มีขนาดเล็กและลงทุนไม่สูง โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ และสถาบันการศึกษา คาดว่าในปีนี้จะเปิดนิคมวิจัยแห่งใหม่อย่างน้อย 1 แห่ง หลังจากนี้จะขยายให้ครอบคลุมมากขึ้น
อีกธุรกิจที่ส่งเสริมคือ โอท็อป จึงเตรียมจับมือกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเทคโนโลยีให้เข้าถึงโอท็อป มากสุด โดยจัดให้มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ระดับจังหวัดใน 77 จังหวัด ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งมีอาจารย์มหาวิทยาลัยร่วมทำหน้าที่ที่ปรึกษา และจัดตั้งปราชญ์จังหวัดในทุกจังหวัด
ปั้นนักเทคโนโลยีแสนคน
ด้านปฏิรูปกำลังคน จะเพิ่มนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นอีก 10-20 เท่าตัว หรือให้ได้ 1 แสนคนในอนาคต จากปัจจุบันนักวิจัยมีประมาณ 3-5 หมื่นคน พร้อมเพิ่มสัดส่วนนักวิจัยไทยให้ได้ 15 คน/ประชาชน 1 หมื่นคนเร็วที่สุด จากปัจจุบันอยู่ที่ 10 คน/ประชาชน 1 หมื่นคน รวมทั้งสร้างคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในระบบและนอกระบบแต่มีความสามารถสูง มาพัฒนาให้ตรงกับประเทศและอุตสาหกรรม ยกตัวอย่าง สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์แอปเปิ้ล ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยตอนปี 1 มาสร้างแบรนด์จนประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องหากลุ่มคนแบบนี้ในไทย เพื่อพัฒนาให้มีศักภาพสูงสุด
พร้อมตั้งเป้าหมายการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสินค้าของประเทศจะอยู่ที่ 1% ของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ใน 2-3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.47% ของจีดีพี และต้องการให้เอกชนลงทุนวิจัยให้ได้สัดส่วน 70% และภาครัฐ 30% จากปัจจุบันเอกชน อยู่ที่ 55% และภาครัฐ 45%
พลิกประเทศสู่รายได้สูง
ท้ายที่สุด การปฏิรูปประเทศไทยผ่านนโยบายต่างๆ จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ขึ้นแท่นสู่ประเทศพัฒนาแล้วในอนาคตอันใกล้ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้ว ประชาชนจะมีรายได้กว่า 1.3 หมื่นเหรียญสหรัฐ/คน/ปี จากปัจจุบันประชาชนไทยมีรายได้เฉลี่ย 5,800 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี







