
หนุนผนึก 4 ด้าน สานฝันทางสายไหมจีน-อาเซียน
เส้นทางสายไหมทางทะเล เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของจีน โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงจีนกับอาเซียน อาจกลายเป็นเส้นทางที่เอื้อประโยชน์ต่อการค้ามากที่สุดอีกเส้นทางหนึ่งในอนาคต
เส้นทางสายไหมทางทะเล เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของจีน โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงจีนกับอาเซียน อาจกลายเป็นเส้นทางที่เอื้อประโยชน์ต่อการค้ามากที่สุดอีกเส้นทางหนึ่งในอนาคต
หนิงฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ระบุว่า จีนได้ตั้งงบลงทุนเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเลรวมกันกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพราะเป็นโครงการสำคัญเชื่อมโยงแต่ละภูมิภาคเข้าหากันในศตวรรษที่ 21 คาดว่าทุก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะก่อให้เกิดการจ้างงานคน 1.8 หมื่นคน หรือรวมทั้งโครงการมากกว่า 7.2 แสนคน
ทั้งนี้ ในส่วนเส้นทางสายไหมทางทะเล ระหว่างจีนและอาเซียน ถือเป็นเส้นทางที่เคยมีความเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่อดีต เป็นช่องทางการค้าและกลไกที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หากจะให้เส้นทางดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุด จีนและอาเซียนควรร่วมมือกันใน 4 ด้าน สร้างโอกาสการพัฒนา
1.ผลักดันเชื่อมต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่สมบูรณ์ของอาเซียนถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น การขนส่งสินค้าจากเกาะปาปัวของอินโดนีเซียมายังกรุงจาการ์ตา มีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งสินค้าจากเซี่ยงไฮ้ไปจาการ์ตาถึง 3 เท่าตัว นอกจากทางน้ำแล้ว ทางอากาศเองก็ยังขาดการเชื่อมโยงกัน เช่น จีนยังไม่ค่อยมีเที่ยวบินตรงจากจีนเข้าสู่ลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งจีนสามารถช่วยเหลืออาเซียนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ เนื่องจากมีเทคโนโลยีและประสบการณ์
2.กระชับสัมพันธ์จีนอาเซียนด้านการค้า-การลงทุน เขตการค้าจีน-อาเซียนถือเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปี 2563 จีนมีเป้าหมายจะมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีการลงทุนระหว่างกัน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจริงยังอาจต้องมีความร่วมมือกันอีกหลายด้าน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว เช่น ความร่วมมือกับไทย เดิมจีนตั้งเป้าจะมีการค้าระหว่างกันกับไทย 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปีนี้ แต่ตอนนี้แนวโน้มคือยังขาดอยู่ระดับหนึ่ง หากจะให้การค้าระหว่างสองประเทศไปถึงเป้าหมาย จำเป็นต้องกระตุ้นด้วยโครงการขนาดใหญ่ และอำนวยความสะดวกอีกหลายด้าน
“ที่ผ่านมา ไทย-จีนเคยมีนิคมอุตสาหกรรมร่วมกันอยู่ที่ระยอง สิงคโปร์ยังมีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ที่เมืองซูโจวของจีน เราต้องการให้มีโครงการลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก เพื่อกระตุ้นการค้าระหว่างจีนและอาเซียน”
3.มีความร่วมมือด้านทุนทรัพย์ จีนพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนพัฒนาประเทศในอาเซียน เช่น มีกองทุนการค้าเส้นทางสายไหม มีกองทุนสำหรับเส้นทางสายไหมทางน้ำในอาเซียน 3,000 ล้านหยวน และ 4.เชื่อมโยงการศึกษาและการท่องเที่ยวระหว่างจีน-อาเซียน-ไทย โดยจีนจะแจกทุน 1.5 หมื่นทุน ให้แก่เด็กอาเซียน และตั้งศูนย์ความร่วมมืออื่นๆ เช่น ศูนย์ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ยังค่อนข้างเป็นห่วงความพร้อมของไทยในการรับนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากปีนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทย 5 ล้านคน แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนต้องมาทำ Visa on Arrival ในไทย ใช้เวลากว่า 3-5 ชั่วโมง และยังมีเรื่องมัคคุเทศก์ภาษาจีนมีแนวโน้มไม่เพียงพอ จนอาจทำให้เกิดปัญหาไกด์เถื่อนตามมา







