
กางโจทย์แม่สอด สู่เป้าค้าชายแดนแสนล.
ยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลปัจจุบันในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่การจะก้าวไปถึงจุดดังกล่าวได้ รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการหลายด้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ด่านชายแดนแม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องพัฒนาแห่งแรก
ยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลปัจจุบันในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่การจะก้าวไปถึงจุดดังกล่าวได้ รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการหลายด้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ด่านชายแดนแม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องพัฒนาแห่งแรก
ชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก เล่าว่า ที่ผ่านมาสถานการณ์การค้าและการลงทุนใน จ.ตาก ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยมูลค่าการค้าชายแดน อ.แม่สอด ในปี 2557 อยู่ที่ 6.36 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปี 2556 ที่อยู่ที่ 4.62 หมื่นล้านบาท มีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 700 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ราว 6.5%
อย่างไรก็ดี หากจะให้ จ.ตาก เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างสมบูรณ์ ยังต้องเร่งแก้ปัญหาอีกหลายเรื่อง เช่น ปัญหาบริเวณด่านพรมแดนที่มีประชาชนแออัด การจราจรหนาแน่นเป็นทุนเดิม
ทั้งนี้ จังหวัดได้เสนอโครงการเร่งด่วนให้ภาครัฐผลักดัน ได้แก่ 1.การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 พร้อมทั้งสร้างถนนเลี่ยงเมืองไปยังสะพาน 2.ขยายถนนสายตาก-แม่สอด ระยะทาง 86 กิโลเมตร เป็น 4 เลนตลอดเส้นทาง 3.ปรับปรุงเส้นทางเชื่อมโยงไทย-พม่า เพื่อรองรับการขยายตัวทางการค้าทั้งนำเข้าและส่งออก
4.แก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ให้มีทั้งแบบเช้าไป-เย็นกลับ แบบช่วงระยะเวลา และแบบฤดูกาล 5.ขยายพื้นที่บริเวณหน้าสะพานมิตรภาพไทย-พม่าแห่งที่ 1 เพื่อลดการแออัดบริเวณชายแดน
"ภาครัฐยังควรจูงใจด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงกำหนดค่าแรงขั้นต่ำให้ไม่สูงเท่าบริเวณอื่นด้วย เพราะนักลงทุนต้องย้ายมาอยู่ชายแดน ขณะที่วัตถุดิบมาจากส่วนกลาง ทำให้มีต้นทุนส่วนอื่นเพิ่มขึ้น"
สำหรับ จ.ตาก ได้รับการกำหนดให้เป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด พบพระ และแม่ระมาด ครอบคลุมพื้นที่ 14 ตำบล กว่า 8.86 แสนไร่ หากเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น จะช่วยให้มูลค่าการค้าชายแดนแม่สอดทะลุ 1 แสนล้านบาทได้
พจณี อรรถโรจน์ภิญโญ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บอกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) เห็นชอบแผนระยะเร่งด่วนระหว่างปี 2557-2559 แล้ว โดยมีโครงการที่ขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2558 วงเงิน 2,605 ล้านบาท และโครงการที่ขอรับจัดสรรปี 2559 อีก 8,142 ล้านบาท อย่างไรก็ดี อาจมีการบูรณาการงบประมาณระหว่างกัน ทำให้บางโครงการอาจดำเนินการได้โดยไม่ต้องรองบปีงบประมาณ 2559
ด้าน นพมาศ ช่วยนุกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม บอกว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก มีทั้งสิ้น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป 2.อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 3.อุตสาหกรรมไม้และเฟอร์นิเจอร์ 4.อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
ทั้งนี้ หากดูจำนวนแรงงานที่ขาดแคลนในอุตสาหกรรมดังกล่าวทั่วประเทศ ณ ปี 2556 พบว่า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มขาดแคลนมากที่สุด 4.35 หมื่นคน ไม้และเฟอร์นิเจอร์ 1.5 หมื่นคน อัญมณีและเครื่องประดับ 1 หมื่นคน
เมื่อแรงงานขาดแคลนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ จำเป็นต้องมีการพัฒนาความรู้ ทักษะฝีมือ ทักษะภาษา และทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้แรงงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะที่ ศุภชัย ศรีสุชาติ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกว่า การทำงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษมีหลายประเด็นที่ต้องคำนึง เช่น ที่ อ.แม่สอด มีประเด็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานอพยพ มีเอ็นจีโอในพื้นที่ช่วยเหลือดูแล เมื่อจะดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับเอ็นจีโอในพื้นที่ ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา
นอกจากนี้ ต้องคำนึงเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นให้ทำงานร่วมกัน การจัดการและการกระจายสวัสดิการอย่างเหมาะสม ดูแลนโยบายด้านความมั่นคง ตลอดจนภาพลักษณ์ในระดับอาเซียนและนานาชาติ
"จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จำเป็นต้องได้ผู้ว่าการเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เข้าใจ 4 ประเด็นนี้"
ที่สำคัญ ต้องบริหารจัดการแรงงานให้ดี สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ได้แก่ 1.ดูแลการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยระหว่างพื้นที่ให้มีทักษะตรงตามความต้องการ พัฒนาทักษะให้เหมาะสม ตลอดจนวางแผนในอนาคต 2.รักษาแรงงานในพื้นที่ให้อยู่กับเขต รวมถึงกระจายประโยชน์ระหว่างเขตเศรษฐกิจกับพื้นที่ 3.ดูแลแรงงานข้ามชาติที่เคลื่อนย้ายเข้ามาให้เท่าเทียมกับแรงงานไทย







