
ผู้นำในบทโค้ช (1)
ในยุคที่บุคลากรมีความหลากหลายทั้งด้านความคิด วัยที่แตกต่างและวัฒนธรรม อีกทั้งพร้อมจะแสดงตัวตนและความสามารถออกมา
โดย...ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ
ในยุคที่บุคลากรมีความหลากหลายทั้งด้านความคิด วัยที่แตกต่างและวัฒนธรรม อีกทั้งพร้อมจะแสดงตัวตนและความสามารถออกมา หากผู้บริหารและผู้จัดการมีทักษะการโค้ชเป็นหนึ่งในเครื่องมือการบริหารและพัฒนาคน จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
การศึกษาต่างๆ สนับสนุนว่าการโค้ชมีประโยชน์จริงในการส่งเสริมความสัมพันธ์ในการทำงาน ในการเพิ่มผลิตภาพของโค้ชชี่ และที่สำคัญคือสร้างความผูกพันต่องานและองค์กรได้ดี หากผู้บริหารและผู้จัดการในองค์กรใช้การโค้ชอย่างถูกต้อง ทั้งโค้ชและโค้ชชี่มีความสุขมากขึ้นในการร่วมงานกัน และองค์กรก็ได้เปิดโอกาสให้บุคลากรได้นำศักยภาพใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานดีๆ มากขึ้น
คำถามจากผู้บริหารที่ว่า และจะโค้ชอย่างไรให้เก่งเหมือนโค้ชมืออาชีพ ดิฉันเชื่อว่าผู้บริหารในองค์กรสามารถโค้ชเก่งได้ และสามารถที่จะเก่งกว่าโค้ชมืออาชีพด้วย เริ่มต้นจากลองสำรวจจุดแข็งของตนเองว่า มีความชอบในการพัฒนาคน อยากสร้างคน และเป็นผู้ที่มีจิตใจเปิดกว้างรับฟังผู้อื่นโดยตัดอคติต่างๆ ออกไปได้เสมอ จากนั้นการฝึกปฏิบัติกระบวนการโค้ชที่มีประสิทธิผล โดยเสริมสร้างสมรรถนะการโค้ชตามด้านล่างนี้ค่ะ
ประการแรก ต้องเข้าใจว่าการโค้ชคืออะไร และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรโค้ช และเมื่อไหร่ไม่ควร ซึ่งดิฉันได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือคู่มือการโค้ช เพื่อผู้นำยุคใหม่ โดยละเอียด ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการโค้ชอาจไม่ได้เหมาะสมกับทุกๆ ประเด็นหรือปัญหาของคน
ประการที่สอง การสร้างความไว้วางใจระหว่างโค้ชกับโค้ชชี่ ข้อนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของผู้บริหารและผู้จัดการต่อตัวโค้ชชี่ที่ผ่านมาด้วย เช่น เราเคยหักหน้าเขาต่อหน้าผู้อื่น หรือบ่นว่านินทาองค์กรหรือบุคคลที่สามให้เขาฟัง หากคิดว่าข้อนี้ยังทำได้ไม่ดีและจำเป็นต้องเริ่มโค้ชแล้ว
ก่อนการโค้ชควรสื่อสารกันให้ชัดเจนว่า ในบทบาทโค้ชของคุณ คุณควรทำอย่างไร ให้เขาสบายใจในการพูดคุย หากโค้ชชี่ยังไม่สนิทใจที่จะพูดความเป็นจริงให้โค้ช โค้ชชี่จะระวังตัวและคำตอบตลอดเวลา จากนั้นถามให้โค้ชชี่มีส่วนร่วมว่า และเขาจะทำอะไรบ้างเพื่อส่งผลให้การพูดคุยมีประโยชน์กับตัวเขาเอง และให้กระบวนการโค้ชมีประสิทธิผล
คราวหน้าดิฉันจะมาแนะเคล็ดลับต่อว่า เมื่อรับบทโค้ชแล้ว ผู้นำจะต้องทำอย่างไรบ้าง







