posttoday
ความต้องการสินเชื่อ ของครัวเรือนกับ มาตรฐานการให้กู้ยืม

ความต้องการสินเชื่อ ของครัวเรือนกับ มาตรฐานการให้กู้ยืม

09 กุมภาพันธ์ 2558

ความต้องการสินเชื่อ ของครัวเรือนกับ มาตรฐานการให้กู้ยืมธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกผลสำรวจภาวะสินเชื่อประจำไตรมาสที่ 4/2557

โดย...สุรพล โอภาเสถียร

ความต้องการสินเชื่อ ของครัวเรือนกับ มาตรฐานการให้กู้ยืมธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกผลสำรวจภาวะสินเชื่อประจำไตรมาสที่ 4/2557 และแนวโน้มสินเชื่อของปี 2558 ว่าประชาชนมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งยังคงมีความต้องการอยู่อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาถึงในช่วงต้นปี 2558 ซึ่งประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัว ความต้องการของสินเชื่อทุกประเภทจึงน่าจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ คงมีแต่สินเชื่อรถยนต์เท่านั้นที่จะเติบโตน้อยกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ซึ่งสาเหตุที่สินเชื่อรถยนต์ยังเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นก็คือผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณค้างชำระ และมีแนวโน้มที่จะค้างเพิ่มสูงขึ้นในช่วงต้นปีนี้

ในขณะที่ประชาชนมีความต้องการสินเชื่อสูงขึ้น สถาบันการเงินกลับมีความเข้มงวดมากในการอนุมัติสินเชื่ออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อรถยนต์ เราลองมาดูกันว่าที่บอกว่าเข้มงวดขึ้นนั้น สถาบันการเงินเขาดูอะไรบ้าง

เริ่มจากดูรายได้ว่าเพียงพอหรือไม่ ดูภาระหนี้เดิมที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งหากเทียบกับรายได้แล้วมากกว่า 40-50% การอนุมัติสินเชื่อก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เพราะนั่นหมายความว่า ช่องว่างที่จะสร้างหนี้ดีเหลือน้อยมากแล้ว หากอนุมัติไปก็จะเป็นปัญหาต่อระบบการเงิน ผู้วิเคราะห์สินเชื่ออาจดูถึงเงินออมว่ามีมากน้อยแค่ไหน มีกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีอย่างต่อเนื่องหรือไม่

นอกจากนี้ สถาบันการเงินจะดูประวัติสินเชื่อ หรือประวัติเครดิตบูโรด้วย เช่น ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมามีการสร้างหนี้ใหม่เพิ่มหรือไม่ หรือ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาเคยค้างชำระหรือไม่ แน่นอนว่าถ้าเคยค้างมา สถาบันการเงินก็ไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อใหม่ได้ เพราะความเสี่ยงที่จะมาค้างที่เขาเพิ่มนั้นมีสูง สำหรับบัญชีที่เคยค้างและปิดไปแล้ว สถาบันการเงินจะยิ่งเข้มงวด คือดูใจนานกว่าเดิม เช่น เดิมอาจจะดูแค่ปิดบัญชีไปนาน 6 เดือน ปัจจุบันอาจดูยาวถึง 12 เดือน หรือบางสินเชื่ออาจจะดูยาวถึง 24 เดือนทีเดียว

เมื่อความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวด คงต้องมาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุล เพราะหากประชาชนเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบก็จะหันไปหาเงินกู้นอกระบบ หรือจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เงินที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจการเงินก็น้อยลง

ขณะเดียวกันสถาบันการเงินก็เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ชัดเจน มีความเสี่ยงต่ำ ประชาชนก็ต้องหันมาดูตนเองว่า ทำอย่างไรสถาบันการเงินจึงจะเชื่อใจ เชื่อมั่นที่จะให้กู้ สร้างประวัติทางการเงินที่ดี รู้จักเก็บ รู้จักใช้ก็จะช่วยให้สถาบันการเงินเขาวางใจที่จะให้กู้มากขึ้น

ที่กล่าวมานี้ ผมเห็นว่าเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันสร้าง ช่วยกันคิด และปรับปรุงให้ประเทศเราไม่ตกไปในวังวนของวัฏจักรแห่งความยากจน

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกผลสำรวจภาวะสินเชื่อประจำไตรมาสที่ 4/2557 และแนวโน้มสินเชื่อของปี 2558 ว่าประชาชนมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งยังคงมีความต้องการอยู่อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาถึงในช่วงต้นปี 2558 ซึ่งประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัว ความต้องการของสินเชื่อทุกประเภทจึงน่าจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ คงมีแต่สินเชื่อรถยนต์เท่านั้นที่จะเติบโตน้อยกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ซึ่งสาเหตุที่สินเชื่อรถยนต์ยังเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นก็คือผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณค้างชำระ และมีแนวโน้มที่จะค้างเพิ่มสูงขึ้นในช่วงต้นปีนี้

ในขณะที่ประชาชนมีความต้องการสินเชื่อสูงขึ้น สถาบันการเงินกลับมีความเข้มงวดมากในการอนุมัติสินเชื่ออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อรถยนต์ เราลองมาดูกันว่าที่บอกว่าเข้มงวดขึ้นนั้น สถาบันการเงินเขาดูอะไรบ้าง

เริ่มจากดูรายได้ว่าเพียงพอหรือไม่ ดูภาระหนี้เดิมที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งหากเทียบกับรายได้แล้วมากกว่า 40-50% การอนุมัติสินเชื่อก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เพราะนั่นหมายความว่า ช่องว่างที่จะสร้างหนี้ดีเหลือน้อยมากแล้ว หากอนุมัติไปก็จะเป็นปัญหาต่อระบบการเงิน ผู้วิเคราะห์สินเชื่ออาจดูถึงเงินออมว่ามีมากน้อยแค่ไหน มีกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีอย่างต่อเนื่องหรือไม่

นอกจากนี้ สถาบันการเงินจะดูประวัติสินเชื่อ หรือประวัติเครดิตบูโรด้วย เช่น ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมามีการสร้างหนี้ใหม่เพิ่มหรือไม่ หรือ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาเคยค้างชำระหรือไม่ แน่นอนว่าถ้าเคยค้างมา สถาบันการเงินก็ไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อใหม่ได้ เพราะความเสี่ยงที่จะมาค้างที่เขาเพิ่มนั้นมีสูง สำหรับบัญชีที่เคยค้างและปิดไปแล้ว สถาบันการเงินจะยิ่งเข้มงวด คือดูใจนานกว่าเดิม เช่น เดิมอาจจะดูแค่ปิดบัญชีไปนาน 6 เดือน ปัจจุบันอาจดูยาวถึง 12 เดือน หรือบางสินเชื่ออาจจะดูยาวถึง 24 เดือนทีเดียว

เมื่อความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวด คงต้องมาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุล เพราะหากประชาชนเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบก็จะหันไปหาเงินกู้นอกระบบ หรือจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เงินที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจการเงินก็น้อยลง

ขณะเดียวกันสถาบันการเงินก็เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ชัดเจน มีความเสี่ยงต่ำ ประชาชนก็ต้องหันมาดูตนเองว่า ทำอย่างไรสถาบันการเงินจึงจะเชื่อใจ เชื่อมั่นที่จะให้กู้ สร้างประวัติทางการเงินที่ดี รู้จักเก็บ รู้จักใช้ก็จะช่วยให้สถาบันการเงินเขาวางใจที่จะให้กู้มากขึ้น

ที่กล่าวมานี้ ผมเห็นว่าเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันสร้าง ช่วยกันคิด และปรับปรุงให้ประเทศเราไม่ตกไปในวังวนของวัฏจักรแห่งความยากจน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท