
แวตพุ่งลงทุนเพิ่ม
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว การลงทุนภาคเอกชนที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และการลงทุนภาคเอกชนที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
แต่ทว่าขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มมีสััญญาณที่ดีขึ้น โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานวันเกิดครบรอบ 12 ปี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนในไทยมีการปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากเดือน ม.ค. 2558 ประชาชนมีการใช้จ่ายสูงถึง 5.74 แสนล้านบาท โดยคำนวณจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เดือน ม.ค.ที่สูงถึง 4.01 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่คาดไว้มาก และยังจัดเก็บได้สูงกว่าเดือนเดียวกันปีก่อนที่ได้ 3.6 หมื่ีนล้านบาท
ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีแวตจากการใช้จ่ายในประเทศ ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ย. 2557 ที่จัดเก็บได้ 3.28 หมื่นล้านบาท เดือน ต.ค. 2557 จัดเก็บได้ 2.39 หมื่นล้านบาท เดือน พ.ย.และ ธ.ค. 2557 จัดเก็บได้เดือนละ 3.4 หมื่นล้านบาท สำหรับเดือนต่อๆ ไป คาดว่าจะเก็บแวตได้เดือนละ 3.8-3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมากกว่านี้
“เศรษฐกิจเริ่มเดินได้ตัวเองแล้ว รัฐบาลจะต้องเร่งการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อให้มาทดแทนการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 4% โดยไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
สำหรับการเก็บแวตที่เพิ่มมากขึ้นมาจากหลายสาเหตุ คือ ราคาน้ำมันที่ลดลงมาก ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือมาใช้จ่ายมากขึ้นคนละ 1,200 บาท/เดือน การแจกเงินช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท และการแจกเงินชาวสวนยางพาราไร่ละ 1,000 บาท วงเงิน 8,500 ล้านบาท รวมทั้งโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงาน (ร.ง.4) จำนวน 4,234 โรงงาน มีการเปิดโรงงานแล้ว 2,026 โรงงาน ทำให้มีการจ้างงาน 9.99 หมื่นคน และทำให้กำลังซื้อภาคครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีมาตรการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มเติม โดยให้เงินช่วยเหลือชาวนาในเขตพื้นที่แห้งแล้งซ้ำซากตำบลละ 1 ล้านบาท ใน 3,062 ตำบล เพื่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชน ส่วนชาวสวนยางจะมีการให้สินเชื่อครอบครัวละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อโค่นยางเก่าและปลูกปาล์มใหม่ ซึ่งจะทำให้ราคายางภายในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีจุดอ่อนในเรื่องการลงทุนภาครัฐ โดยเดือน ต.ค. 2557-ม.ค. 2558 การเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 12% ซึ่งล่าช้ามาก ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงแก้ปัญหาด้วยการให้รัฐมนตรีประจำกระทรวงเร่งเบิกจ่าย คาดว่าภายในเดือน มี.ค.นี้ จะเบิกจ่ายงบลงทุนได้ 30% และสิ้นปีงบประมาณจะเบิกจ่ายได้ 80%
ขณะเดียวกัน งบก่อสร้างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ โดยการซ่อมสร้างโรงเรียน 8,000 แห่ง การซ่อมสร้างศาลาสาธารณสุขอีก 2,000 แห่ง เป็นเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท ที่่มีปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า เนื่องจากราคากลางต่ำเกินไป ไม่มีผู้เข้ามาประมูล เวลานี้ทางสำนักงบประมาณได้ปรับราคากลางใหม่แล้ว จะทำให้การก่อสร้างเดินหน้าได้รวดเร็วภายใน 5-6 เดือน มีเงินไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
“เงินที่เริ่มไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น บวกกับราคาน้ำมันที่ลดลง การเปิดโรงงานใหม่ๆ จำนวนมาก ทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทย โดยในปีนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ระดับ 4%” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว







