
ต่อยอดธุรกิจขายส่ง สู่แฟรนไชส์ 100 ล้าน ‘โอเค 20’
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ในยุคที่เทคโนโลยีมีส่วนเข้าช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น จึงเป็นโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่กล้าเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย เช่นเดียวกับ เบนซ์-นพพล บุญโชคยิ่ง เจ้าของแฟรนไชส์โอเค 20 ร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าของชำ เครื่องใช้หลากหลายชนิด ในราคาเดียว 20 บาท ขาดตัว ที่ตั้งต้นธุรกิจด้วยวัยเพียง 20 ปี จากความต้องการต่อยอดธุรกิจเดิมของครอบครัวที่ขายส่งสินค้าให้ร้านค้าต่างๆ อยู่แล้ว จึงมีสินค้าสต๊อกอยู่มาก จึงอยากกระจายสินค้าออกไปให้เร็วที่สุด
การเริ่มต้นธุรกิจ คือ นำสินค้าที่ทางบ้านรับมาขายส่งอยู่แล้ว ไปเปิดขายด้วยราคา 20 บาท ทั้งร้าน ที่มหาชัยเป็นแห่งแรก โดยที่ทำเลใกล้เคียงมีร้านที่ขายสินค้าลักษณะเดียวกัน จุดขายใกล้เคียงกันราคา 20 บาท ทุกอย่าง แต่เมื่อเข้าไปในร้านจริงๆ กลับมีสินค้าราคาอื่นปนด้วยมาก ทำให้โอเค 20 โดดเด่นด้านราคา 20 บาท ทั้งร้าน ถูกใจกลุ่มเป้าหมายระดับรากหญ้า แค่วันแรกก็มียอดขายถึง 1.7 แสนบาท
เมื่อร้านโอเค 20 เริ่มต้นได้สวย ก็เริ่มเปิดเพิ่มเองอีก 3 สาขา ที่บางบอน วัดไทร และเชียงใหม่ เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น จึงเริ่มมีคนเข้ามาแสดงความสนใจนำแฟรนไชส์โอเค 20 ไปเปิด ระยะแรกก็ให้คู่ค้าที่สนใจไปเปิดโอเค 20 โดยไม่ได้คิดค่าแฟรนไชส์ เพียงแต่วางเกณฑ์ให้ตกแต่งร้านเหมือนกัน โดยให้ราคาส่งสินค้าที่ชิ้นละ 15 บาท
ผ่านไปไม่นานเริ่มคิดได้ว่าควรวางระบบให้ดี จึงเปลี่ยนมาคิดค่าแฟรนไชส์โอเค 20 วางรูปแบบแพ็กเกจให้เลือก 4 แพ็กเกจ คือ 9.9 หมื่นบาท สำหรับร้าน 10-15 ตารางเมตร 1.79 แสนบาท ร้าน 20-30 ตารางเมตร 3.59 แสนบาท ร้าน 40-50 ตารางเมตร และ 6.59 แสนบาท ร้าน 80-100 ตารางเมตร
เมื่อระบบแฟรนไชส์เริ่มติดเครื่องการขยายสาขาจึงก้าวกระโดดรวดเร็ว จากปีแรกมีโอเค 20 อยู่ 30-40 สาขา รายได้ 20 ล้านบาท ปีที่ 2 เพิ่มเป็น 200 สาขา รายได้ 50 ล้านบาท และปี 2557 มีกว่า 300 สาขาทั่วประเทศ รายได้ 100 ล้านบาท เป็นร้านที่ซื้อแฟรนไชส์ไปทั้งหมด หลังจากนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 500 สาขา ใน 2 ปี สร้างรายได้ 500 ล้านบาท และขยับเป็น 1,000 สาขา ใน 5 ปี หากเป็นไปได้ หวังไปให้ไกล 10 ปี 7,000 สาขา
กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่จะดึงมาเป็นแฟรนไชส์โอเค 20 คือ ร้านโชห่วยดั้งเดิม ซึ่งประสบปัญหาขายสินค้าสู้คู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง เซเว่น อีเลฟเว่นไม่ได้ และกำลังล้มหายไปเรื่อยๆ การดึงมาเป็นแฟรนไชส์โอเค 20 น่าจะเป็นทางรอดที่ดีของร้านเหล่านี้ โดยจะส่งทีมขายไปร้านโชห่วยเพื่อเสนอทางเลือก ระยะแรกอาจใช้พื้นที่บางส่วนในร้านทำโอเค 20 ควบคู่กับการจำหน่ายของเดิม เมื่อมั่นใจแล้วค่อยทำพื้นที่ในร้าน 100% เป็นโอเค 20
นพพล กล่าวว่า สิ่งที่หวังไว้คือ ขยายแฟรนไชส์โอเค 20 ไปในประเทศเพื่อนบ้าน รองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หากเป็นไปได้จะขายแฟรนไชส์ให้ตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ในประเทศเหล่านั้นดูแลทั้งประเทศ อาจตั้งราคา
แฟรนไชส์ประเทศละ 20 ล้านบาท ขณะที่ภายในประเทศ ก็เริ่มปรับระบบการขายแฟรนไชส์จากที่ดูเองทั้งหมด เป็นการมีดีลเลอร์ประจำแต่ละภูมิภาค คอยดูแลการขยายแฟรนไชส์ทั้งภูมิภาคนั้น
“การมีดีลเลอร์แต่ละภูมิภาค ก็เพื่อประโยชน์ด้านโลจิสติกส์ กระจายสินค้าให้ร้านแฟรนไชส์ได้เร็วและต้นทุนถูกกว่ารอสินค้าจากส่วนกลาง มั่นใจว่า 7,000 สาขา เป็นไปได้ เพราะไทยมีกว่า 800 อำเภอ กว่า 7,000 ตำบล แต่ละตำบลมี 3,000-4,000 คน เปิดโอเค 20 ได้ทุกตำบล” นพพล กล่าว
สำหรับจุดเด่นที่ทำให้โอเค 20 โตได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากเปิดให้ร้านค้าที่เป็นลูกค้าคืนสินค้าได้ใน 1 เดือน กรณีขายไม่ออก เพราะเข้าใจดีว่าแต่ละพื้นที่นิยมสินค้าต่างกัน นอกจากนี้โอเค 20 เป็นรายเดียวที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกแบบได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้อง เช่น สินค้าลายโดราเอมอนและมิกกี้เมาส์ สินค้าที่จำหน่าย 80% นำเข้าจากจีน ที่เหลือเป็นสินค้าไทย มีสินค้าญี่ปุ่นเล็กน้อย ขณะเดียวกันมีความยืดหยุ่นให้คู่ค้า สินค้าบางประเภท เช่น พลาสติก ให้หาซื้อจากในพื้นที่ไปขายเสริมได้ เพราะต้นทุนสูง หากรับจากส่วนกลางอาจไม่คุ้ม
แม้ประสบความสำเร็จกับโอเค 20 แต่นพพล ยอมรับว่า เคยลองทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น ร้านล้างรถ ขายรถมือสอง แล้วไม่สำเร็จ สูญเงินหลัก 100 ล้านบาท แต่ความล้มเหลวทำให้เข้าใจสัจธรรมว่า คนเราแม้ก้าวแรกจะยาก แต่เมื่อนับ 1 ได้ ต่อให้ล้มแค่ไหนก็จะไม่กลับไปเริ่มที่ 0 เพราะจะนับ 1 ได้อีก และเป็นบทเรียนว่า อะไรที่เราไม่ถนัดก็อย่าไปทำ
ถือเป็นนักธุรกิจรุ่นเยาว์ที่กล้าคิดกล้าต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ จนเป็นก้าวเดินที่ยิ่งใหญ่ ในวัยที่หลายคนอาจยังไม่เริ่มทำงานเลย







