
สมาร์ทโฟนราคาถูกแข่งเดือด
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ตลาดสมาร์ทโฟนที่คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 18 ล้านเครื่องในปีนี้ อุณหภูมิการแข่งขันดุเดือดจะไปอยู่ที่ตลาดระดับล่างราคาต่ำกว่า 3,000 บาท เพราะมียังช่องว่างจากการเปลี่ยนผ่านจากระบบ 2จี เป็น 3จี รวมถึงการขยับเข้าสู่ 4จี ทำให้ฟีเจอร์โฟนจะถูกเปลี่ยนเป็นสมาร์ทโฟนแทน
ที่สำคัญคือ การเข้ามาของมือถือจีนนับ 10 แบรนด์ ยิ่งเป็นตัวจุดพลุให้การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนระดับล่างดุเดือดมากขึ้น โดย สุภสิทธิ์ รักกสิกร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด สามารถ ไอ-โมบาย มองว่า สงครามตัดราคาเกิดแน่นอน
ทั้งนี้ ไอ-โมบายถือเป็นแบรนด์ไทยรายเดียวที่ทำตลาดสมาร์ทโฟนราคาถูกอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง โดยมียอดขายในปีที่ผ่านมา 4.2 ล้านเครื่อง พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายยอดขายปีนี้ไว้ที่ 5 ล้านเครื่อง
“ตลาดที่ดุเดือดขึ้นจึงอยู่ที่ความสามารถของรายเก่าที่จะทำยังไงให้คงอยู่ได้ต่อไป และถือเป็นความสามารถของรายใหม่ที่จะบุกตลาดให้เป็นที่รู้จัก” สุภสิทธิ์ กล่าว
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแข่งขัน มาจากความสามารถของเครือข่ายจากผู้ให้บริการทั้ง 3 รายที่มีทิศทางดีมากขึ้น อีกทั้งการตื่นตัวของการเข้าสู่ตลาด 4จี และนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี ยิ่งทำให้ลูกค้าต้องการมือถือใหม่มาใช้งาน ซึ่งปีนี้ไอ-โมบายจะนำเข้ามาขาย 25 รุ่น ราคาตั้งแต่ 1,000-1 หมื่นบาท เพราะเชื่อมั่นว่าลูกค้าระดับกลางและล่างเป็นฐานที่ทำให้ไอ-โมบายแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ ยังประเมินภาพรวมเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนว่า ไม่ว่าจะเป็นของแบรนด์ใดก็ไม่ได้มีความแปลกใหม่จนถึงขนาดกลายเป็นกระแสในตลาดมากนัก โดยส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่ต้องแข่งกันสร้างความเชื่อมั่นมากกว่า และแม้ว่าความสามารถของผู้บริโภคทางเทคโนโลยีจะมากขึ้น แต่ก็ยังเน้นการใช้งานด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นหลัก
ด้าน ภาสกร เหรียญไชยศิริกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท คอสมิค โมบาย เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย ผู้นำเข้าและทำตลาดโทรศัพท์มือถือแบรนด์เชอรี่ จากฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งเริ่มทำตลาดอย่างจริงจัง โดยเป็นการเน้นวางช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมซึ่งขณะนี้ทำได้แล้ว 70% ดังนั้นในปีนี้จะเน้นการขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น และทำตลาดในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะการหาสินค้าที่เหมาะกับลูกค้าในแต่ละทำเล
ขณะที่มือถือเชอรี่จะทำตลาดตั้งแต่ราคา 5,900 บาทลงไปเป็นหลัก ซึ่งสินค้าไฮไลต์ปีนี้จะเป็นระดับราคา 2,900 บาทและ 3,990 บาท ที่จะเปิดตัวในงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โป วันที่ 12-15 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายมือถือรวม 5 แสนเครื่องทั้งสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน
“ข้อดีของภาวะกำลังซื้อหดตัวทำให้ลูกค้าให้น้ำหนักกับแบรนด์ลดลง และเลือกซื้อสินค้าที่ความคุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้น จึงเป็นโอกาสของมือถือราคาถูกที่มีเทคโนโลยีให้ลูกค้าไม่แพ้แบรนด์ใหญ่” ภาสกร กล่าว
ฝั่งเจโฟน ดุสิต สุขุมวิทยา ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท เจ มาร์ท ยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาเจอกระแสยอดขายสมาร์ทโฟนจากแบรนด์ลาวาของโอเปอร์เรเตอร์รุนแรงมาก ทำให้ครึ่งปีแรกนี้อาจหยุดการทำตลาดสมาร์ทโฟน แบรนด์เจโฟนรุ่นใหม่ไปก่อน แต่จะไปเน้นกลุ่มฟีเจอร์โฟนกับสมาร์ทโฟนที่ใช้งานดิจิทัลทีวี พร้อมดูสถานการณ์การแข่งขัน
“ปีที่ผ่านมา เจโฟนขายไปได้ 1.3 แสนเครื่อง รวมรายได้ 200 ล้านบาท ถือว่ายังเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ แต่กระแสการแข่งขันปีนี้รุนแรงเราจึงมองว่าจะกลับไปที่ตลาดฟีเจอร์โฟนที่มีคู่แข่งเหลือเพียงรายเดียวคือโนเกีย และเน้นการขายสมาร์ทโฟนราคา 1,690-2,690 บาทที่รองรับดิจิทัลทีวีก่อน” ดุสิต กล่าว
จากภาพรวมทั้งหมด สะท้อนได้ว่าการเข้ามาของสมาร์ทโฟนจีนราคาถูกและมือถือจากแบรนด์โอเปอเรเตอร์จะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดให้เพิ่มดีกรีการแข่งขันดุเดือดขึ้น จึงต้องจับตาทั้งแนวรุกของรายใหม่และการ์ดตั้งรับของรายเดิมว่าใครจะทำได้โดนใจผู้บริโภคมากกว่า







