
ค้านอำนาจ คสช. ยึดเบ็ดเสร็จประโยชน์แสนล้าน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2558 ได้พิจารณาวาระเรื่อง ร่าง (แก้ไข) พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้กรรมการ กสทช. ศึกษาในรายละเอียดร่าง (แก้ไข) กฎหมายดังกล่าว โดย นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา สุภิญญา กลางณรงค์ และ ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ ได้ร่วมกันจัดทำความคิดเห็นร่วมกันต่อการแก้กฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล 10 ฉบับ ส่งถึง ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.
หนังสือฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสำคัญในหลายประเด็น ได้แก่ กระบวนการแก้ไขกฎหมาย ที่ยังขาดการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่มีการระดมความคิดเห็นต่อสาธารณะ อาจทำให้ร่างกฎหมายมีปัญหาทางเทคนิค ในขณะที่อยู่ระหว่างกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้กลไกการปฏิรูป ซึ่งยังคงไม่ชัดเจนว่าบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ กสทช. ต่อการจัดสรรคลื่นความถี่จะออกมาแนวทางใด การเสนอร่าง พ.ร.บ.ออกมาก่อน อาจมีลักษณะผิดขั้นตอนและขัดต่อแนวทางการปฏิรูปประเทศที่กำลังดำเนินอยู่
นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่กังวลต่อร่าง (แก้ไข) พ.ร.บ.กสทช. คือ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มาจากการเมืองนั้น จะกระทบต่อการบริหารแผนแม่บท
การบริหารจัดการคลื่นความถี่ในภาพรวมของประเทศ และส่งผลต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมด้านวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม กสทช.ต้องเป็นองค์กรอิสระ
นอกจากนี้ อำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ให้คณะกรรมการดิจิทัลฯ ดำเนินการจัดสรรเพื่อบริการสาธารณะและความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีโอกาสที่จะทับซ้อนกับการให้บริการแข่งขันกับเอกชน เสี่ยงขัดต่อกฎหมาย
รวมทั้งในองค์ประกอบของคณะกรรมการดิจิทัลฯ ที่มีทั้งบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตจาก กสทช.รวมอยู่ด้วย จะส่งผลต่อการพิจารณาที่ต้องมีความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่น่าเป็นห่วง คือ การเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ หรือปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ซึ่งเดิมเป็นอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ที่ได้กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการคืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่ แต่หากมีบริษัท ทีโอที และ กสทฯ เป็นผู้แทนเป็นองค์ประกอบคณะกรรมการดิจิทัลฯ จะมีอำนาจทบทวนแผนแม่บทดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะเวลาการคืนคลื่นเพื่อนำมาจัดสรรใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่สำคัญและเป็นเหตุผลที่มาการเกิด กสทช. เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทาน เป็นระบบใบอนุญาต
ทั้งนี้ กสทช. 3 คน ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นเกี่ยวกับกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะโอนงบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ปัจจุบันกองทุนนี้มีเงินอยู่ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท และมีภารกิจชัดเจนในการกระจายบริการด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึง ขณะที่กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับโอนเงินไปแล้วแต่ไม่ได้กำหนดหน้าที่ที่ชัดเจน เสี่ยงต่อการนำเงินไปใช้โดยไม่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของกองทุน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นจุดอ่อนอันควรแก้ไขใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไข หรือ “การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด” เพราะที่ผ่านมา กสทช.ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การกำกับดูแลการประกอบกิจการ และการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีกลไกถูกจำกัด ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องร้องเรียนเป็นแต่เพียงการพิจารณาและเสนอความเห็นเรื่องร้องเรียนเท่านั้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กสทช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก คือ การใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากโดยไม่มีประสิทธิภาพและไม่โปร่งใส จึงเห็นควรปรับแก้กฎหมายให้งบประมาณต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณ ซึ่งจะมีการตรวจสอบและอนุมัติจากรัฐสภา และให้องค์กรภายนอกที่มีความชำนาญด้านการงบประมาณตรวจสอบให้ความเห็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนกรณีการรวมคณะกรรมการเป็นชุดเดียว จำนวน 11 คน อาจเป็นองค์ประกอบที่มากเกินไป และเห็นว่า การกำกับดูแลการประกอบกิจการ โดยแบ่งออกเป็น 2 คณะ คือ ด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และด้านโทรคมนาคม ยังเห็นว่ามีความจำเป็นการปรับโครงสร้างคณะกรรมการให้เหลือเพียงคณะเดียวจึงต้องสร้างหลักประกันว่าการวางระบบอุตสาหกรรมกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการกำกับดูแลต้องไม่สะดุด สามารถเดินหน้าบนกติกาที่เป็นธรรมและส่งเสริมสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชนได้
นพ.ประวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการประมูล 4จี หากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติให้ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอให้มีคณะกรรมการดิจิทัลฯ เชื่อว่าจะเป็นการประมูลที่มีราคาตั้งต้นสูงมาก และผู้ประกอบการจะต้องแข่งขันกันประมูล เชื่อว่ามูลค่าของราคาตั้งต้นใบอนุญาต 4จี โดยเฉพาะคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ น่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพราะตอนนี้อนาคตอยู่บนความไม่แน่นอน
ส่วนการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ปัจจุบันเอไอเอส เป็นผู้รับสัมปทาน จะหมดสัญญาในปี 2558 นี้ รวมทั้งคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ของดีแทค ที่จะหมดสัญญาในปี 2561 ยังคงมองไม่เห็นอนาคตเช่นกัน เพราะหากร่างกฎหมายฉบับใหม่ ใช้วิธีการคัดเลือกโดยไม่ประมูล มีโอกาสที่รัฐจะสูญรายได้มหาศาล และไม่รู้ว่าผลประโยชน์แสนล้านจะตกอยู่ที่ใคร







