posttoday
หวั่นค่าเงินฉุดกำไรกองนอก

หวั่นค่าเงินฉุดกำไรกองนอก

04 กุมภาพันธ์ 2558

“ประภาส” แนะซื้อกองหุ้น ตปท. แบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ห่วงบาทแข็งทำผลตอบแทนลด

“ประภาส” แนะซื้อกองหุ้น ตปท. แบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ห่วงบาทแข็งทำผลตอบแทนลด

นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี เปิดเผยว่า การลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศในช่วง 1-2 ปีนี้ ควรจะลงทุนในกองทุนที่มี
นโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้ขาดทุนจากค่าเงิน โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศที่ค่าเงินมีโอกาสอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท เช่น เงินยูโร และเงินเยน รวมถึงค่าเงินเหรียญสหรัฐ

“ค่าเงินเยน และยูโร มีโอกาสอ่อนค่าจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยการทำคิวอี เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเยนจะเป็นผลดีต่อบริษัทญี่ปุ่น ทำให้มีกำไรมากขึ้น และทำให้ตลาดหุ้นปรับ
เพิ่มขึ้น”

แต่หากนักลงทุนเข้าไปลงทุนโดยไม่มีการปิดความเสี่ยงค่าเงิน อาจจะทำให้ผลตอบแทนเมื่อแปลงเป็นเงินบาทออกมาไม่ดีก็ได้

นายประภาส ยกตัวอย่างการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาว่า ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 100% แต่นักลงทุนต่างประเทศที่เข้าไปลงทุนในญี่ปุ่นได้ผลตอบแทนสุทธิประมาณ 10-20% เท่านั้น เนื่องจากเงินเยนอ่อนค่าลงมากในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นตลาดหุ้นขึ้นแต่นักลงทุนอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ นายประภาส กล่าวว่า กองทุนที่ลงทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐโดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าอาจจะไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มจะแข็งค่า แต่ยังมีความเสี่ยงที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่ามากกว่า

“ปีนี้อาจจะเป็นปีพิเศษที่ค่าเงินบาทมีโอกาสจะแข็งค่ามากกว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ทำให้มูลค่าการนำเข้าน้ำมันลดลง” นายประภาส กล่าว

ขณะที่การท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกมากกว่านำเข้า จนประเทศไทยเปลี่ยนจากขาดดุลการค้ามาเป็นได้ดุลการค้า และยังอาจมีเงินเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทยอีก จนทำให้มีเงินต่างประเทศเข้ามาในประเทศมากกว่าเงินที่ไหลออก

การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนนอกจากจะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินแล้ว กองทุนยังได้ผลตอบแทนเพิ่มอีกเล็กน้อยจากการป้องกันความเสี่ยงระหว่างเงินเหรียญสหรัฐ กับเงินบาท

นายประภาส กล่าวอีกว่า วันที่ 4-11 ก.พ.นี้ บลจ.กรุงศรี เปิดขายกองทุนเปิดกรุงศรีเจแปนเฮดจ์ปันผล ที่มีนโยบายลงทุนหุ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยลงทุนผ่านกองทุน Eastspring Investments-Japan Dynamic Fund และมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

“แม้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นในระยะยาวและส่งผลดีต่อตลาดหุ้น”

ทั้งนี้ เมื่อดูจากนโยบายทั้งหมดแล้วจะเห็นว่ามีความตั้งใจที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งของคนในประเทศ ซึ่งนำไปสู่การบริโภคมากขึ้นและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น” นายประภาส กล่าว

นายประภาส กล่าวว่า ระดับราคาหุ้นญี่ปุ่นในปัจจุบันยังถือว่าไม่แพง โดยที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ในปี 2558 คาดว่าจะอยู่ที่ 16.3 เท่า และลดลงเหลือ 12.9 เท่าในปี 2559 เนื่องจากคาดว่า ในปี 2559 กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะเติบโตได้ถึง 22% ซึ่งเติบโตมากกว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มีการเติบโตเพียง 5-6% ขณะที่พี/อี ปี 2559 ของตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ที่ 17.1 เท่า และยุโรปอยู่ที่ 15 เท่า

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มที่จะมีนักลงทุนเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการญี่ปุ่นที่มีนโยบายปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นอีกเท่าตัว จาก 12% เป็น 25% และประชาชนญี่ปุ่นมีแนวโน้มลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นรัฐบาลมีเครื่องมือการลงทุนที่ยกเว้นภาษีกำไรจากการขายหุ้นให้

ขณะที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ตลาดญี่ปุ่นยังมีโอกาสที่จะเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า