posttoday
ประกันชีวิตผ่านแบงก์โต49%

ประกันชีวิตผ่านแบงก์โต49%

16 มิถุนายน 2553

 ฟันธงเบี้ยทั้งระบบปีนี้พุ่ง23% ดอกเบี้ยถูกม็อบรุนแรงหนุน

โพสต์ทูเดย์ — กสิกรไทยประเมินธุรกิจประกันชีวิตปีนี้ยังแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่มีธนาคารถือหุ้น

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 2553 ยังสามารถเติบโตประมาณ 1823% หลังจากในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้มีเบี้ยรวม 8.9 หมื่นล้านบาท เติบโตถึง 17.1% จากปีก่อน เทียบกับ 16.8% ในปี 2552

บริษัทประกันที่มีธนาคารพาณิชย์ ไทยถือหุ้นจำนวน 8 แห่ง ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของระบบ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 4.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตสูงมากถึง 49.5% เทียบกับค่าเฉลี่ยของระบบที่เติบโตประมาณ 17.1% ขณะที่บริษัทประกันที่ไม่มีความสัมพันธ์เชิงธุรกิจกับธนาคารพาณิชย์ มีเบี้ยรับรวม 4.5 หมื่นล้านบาท อัตราการเติบโตลดลง 3% และกลับมีส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 50.5% จาก 61.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน

สาเหตุที่ประกันชีวิตเติบโตสูง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ช่วยให้ความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมีอย่างต่อเนื่อง แม้ดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นำโดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อาจเริ่มลดระดับความผ่อนคลายลงตั้งแต่ไตรมาส 3 แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว น่าจะมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังคงมีอยู่

ศูนย์วิจัยกสิกร ระบุว่า ผลกระทบจากปัญหาการเมืองน่าจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากประกันชีวิตสามารถใช้สถานการณ์ความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมาเป็นจุดขายได้ และผู้ที่ซื้อประกันมักจะให้ความสำคัญในฐานะที่เป็นหลักประกันในอนาคต

ประกอบกับมีประโยชน์ที่ได้รับจากการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขณะที่ฐานผู้ซื้อประกันชีวิตประเภทบุคคลธรรมดาที่มีเงินเดือนประจำส่วนใหญ่ยังมีรายได้อยู่ในเกณฑ์ดีไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก

นอกจากนั้น ธนาคารพาณิชย์ยังตั้งเป้ารายได้ค่าธรรมเนียมผ่านช่องทางการขายประกัน ทั้งการจัดรายการส่งเสริมการขายต่างๆ ตลอดจนการขายพ่วง และขายข้ามผลิตภัณฑ์

รวมถึงการเพิ่มจุดแข็งและความสามารถในการแข่งขันในตลาดธุรกิจใหม่ให้กับกลุ่มบริษัทประกันที่เป็นพันธมิตร/ถือหุ้นโดยธนาคารพาณิชย์ ขณะที่อนาคต การคุมเข้มเรื่องคุณภาพของตัวแทนประกันชีวิตผ่านการจัดสอบเพื่อต่อใบอนุญาตทุกปี ซึ่งส่งผลให้อัตราการเข้าสอบเพื่อต่อใบอนุญาตตัวแทนลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 30% ตั้งแต่ปี 2551 ประกอบกับการสอบเพื่อขอใบอนุญาตตัวแทนใหม่ในไตรมาส 1/2553 ยังคงลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 7.6% มีผลให้จำนวนตัวแทนประกันชีวิตในปัจจุบัน คงเหลืออยู่ประมาณ 2.8 แสนคน และคาดว่าภายใน 5 ปี ตัวแทนที่ทำผลงานได้น้อย จะเริ่มหายไปจากระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นขีดจำกัดของการขายผ่านตัวแทน

ขณะเดียวกันนโยบายของภาครัฐ ที่ต้องการขยายโอกาสการเข้าถึงของประกันชีวิตไปยังประชาชนในระดับรากหญ้ามากขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ไมโครอินชัวรันส์ และนโยบายของกระทรวงการคลังที่จะเสนอให้มีการปรับเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากปัจจุบันที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ซึ่งถ้าหากสามารถดำเนินการจริงก็จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่สำคัญในระยะต่อไป คงจะอยู่ที่การเพิ่มฐานลูกค้ารายใหม่ที่ไม่เคยถือครองผลิตภัณฑ์ประกัน ตลอดจนการ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้สามารถนำเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อาทิ กรมธรรม์ประเภทยูนิตลิงก์และการร่วมมือกับธนาคารพันธมิตร/ ธนาคารแม่ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ต้นแบบออกมา เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั้งรายเดิมและรายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจคลี่คลายลงเร็วกว่าคาด อัตราดอกเบี้ยในประเทศก็อาจก้าวสู่จังหวะขาขึ้นเร็วและแรงขึ้น ซึ่งย่อมจะตามมาด้วยผลิตภัณฑ์การออมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากพิเศษ และกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนที่จูงใจขึ้น อันอาจส่งผลต่อความน่าดึงดูดของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทประกันสามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในภาวะที่แตกต่างออก ไปได้หรือไม่ รวมถึงบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธนาคารพาณิชย์ จะสามารถใช้จุดแข็งด้านฐานลูกค้าของธนาคารแม่เพียงใด

ก่อนหน้านี้ ธนาคารธนชาต ซึ่งเข้าไปถือหุ้นใหญ่ธนาคารนครหลวงไทย ตั้งเป้ายอดขายประกันผ่านธนาคารรวมกัน 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีเครือข่ายสาขาที่เพิ่มขึ้นและจะมีผลิตภัณฑ์ที่ตรงความต้องการของลูกค้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท