posttoday
ติเพื่อก่อ แต่อย่ายอเพื่อทำลาย

ติเพื่อก่อ แต่อย่ายอเพื่อทำลาย

04 กุมภาพันธ์ 2558

ติเพื่อก่อ แต่อย่ายอเพื่อทำลาย ดังนั้นเมื่อถูกตำหนิอย่าเสียใจ ถูกคำยออย่าหลงกล วันนี้ที่นึกถึงคำนี้ขึ้นมาเพราะได้มีโอกาสเจอทีมงานเก่าๆ ได้ทานข้าวกัน ได้ยินเสียงบ่นกันว่าโดนหัวหน้าดุ หัวหน้าไม่เคยชม ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ ประมาณว่าหายใจก็ผิดแล้ว เรื่องบางเรื่องเราเองก็อาจจะมโนไปไกลหน่อย แต่บางเรื่องฟังแล้วก็ทำให้ฉุกคิดว่าทำไมเป็นแบบนั้น โดยส่วนตัวเรารู้จักคนเป็นหัวหน้าเยอะ จึงทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่น่ามีเจตนาไม่ดีขนาดนั้น น้อยมากครับที่จะมีหัวหน้าประเภทที่ว่าตั้งใจจะทำร้ายจิตใจลูกน้องจริงๆ ไม่มีใครหรอกครับที่จะทุบหม้อข้าวตัวเอง เจตนาคงดี แต่วิธีการน่าจะไม่ถูกต้อง จึงทำให้อีกฝ่ายตีความไปอีกแบบ ดังนั้นการตำหนิหรือการชม มันก็มีวิธีการของมันที่จะให้ผลที่มีประสิทธิภาพ วันนี้เราจะมาคุยเรื่องนี้กัน เผื่อใครที่เป็นหัวหน้าจะไปประยุกต์ใช้ได้บ้าง

ติเพื่อก่อ แต่อย่ายอเพื่อทำลาย ดังนั้นเมื่อถูกตำหนิอย่าเสียใจ ถูกคำยออย่าหลงกล วันนี้ที่นึกถึงคำนี้ขึ้นมาเพราะได้มีโอกาสเจอทีมงานเก่าๆ ได้ทานข้าวกัน ได้ยินเสียงบ่นกันว่าโดนหัวหน้าดุ หัวหน้าไม่เคยชม ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ ประมาณว่าหายใจก็ผิดแล้ว เรื่องบางเรื่องเราเองก็อาจจะมโนไปไกลหน่อย แต่บางเรื่องฟังแล้วก็ทำให้ฉุกคิดว่าทำไมเป็นแบบนั้น โดยส่วนตัวเรารู้จักคนเป็นหัวหน้าเยอะ จึงทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่น่ามีเจตนาไม่ดีขนาดนั้น น้อยมากครับที่จะมีหัวหน้าประเภทที่ว่าตั้งใจจะทำร้ายจิตใจลูกน้องจริงๆ ไม่มีใครหรอกครับที่จะทุบหม้อข้าวตัวเอง เจตนาคงดี แต่วิธีการน่าจะไม่ถูกต้อง จึงทำให้อีกฝ่ายตีความไปอีกแบบ ดังนั้นการตำหนิหรือการชม มันก็มีวิธีการของมันที่จะให้ผลที่มีประสิทธิภาพ วันนี้เราจะมาคุยเรื่องนี้กัน เผื่อใครที่เป็นหัวหน้าจะไปประยุกต์ใช้ได้บ้าง

หัวหน้าทุกคนเวลาคุยเรื่องงานกับลูกน้องก็มีแค่สองช่วงเวลาเท่านั้นครับ คือ ต่อว่าในสิ่งที่ไม่ได้ตามสั่ง กับชมเชยในสิ่งที่ได้อย่างต้องการ เคยเห็นไหมครับบางคู่ต่อว่าเสียงดัง ระเบิดอารมณ์ใส่กัน แต่ไม่กี่ชั่วโมงถัดมาหรือวันรุ่งขึ้น ความสัมพันธ์ก็จะเหมือนเดิม แบบนั้นเขาเรียกว่า Active Harmony ภาษาฟุตบอลก็เรียกว่า หนักในเกม แต่ถ้าหัวหน้าบางคนเป็นแบบ Passive Harmony คือ ประมาณว่า ก็โอเค ไม่ว่ากัน หยวนๆ กันไป แบบนี้ดูเหมือนจะได้ใจลูกน้อง แต่ผลงานไม่ดีแน่ๆ

บางคนอาจพลาดไป เพราะการตำหนิเพื่อให้ฮึดสู้ กับการตำหนิเพื่อความสะใจ บางครั้งมันก็คล้ายกันมากๆ ต่างกันนิดเดียว แต่ผลที่ตามมานั้นมันต่างกันมากครับ เวลาที่ลูกน้องทำงานผิดพลาดเพราะความสะเพร่า เราจะต่อว่าเขาอย่างไร แน่นอนเราโมโหแน่ เพราะโดนหัวหน้าว่ามาอีกที เราคงพูดว่า “ตั้งใจทำงานให้มากกว่านี้หน่อย เอาใจใส่ในรายละเอียดให้มากหน่อย พวกตัวเลขต่างๆ ให้มันสอดคล้องกัน” หรือพูดอย่างโมโหเหมือนกัน แต่พูดว่า “ตั้งใจทำงานให้มากกว่านี้หน่อย ทำได้ไหม ในสมองมีรอยหยักพอไหม”

การตีความของลูกน้องที่ถูกต่อว่าจะแตกต่างกันมาก กรณีแรก “เอาใจใส่ในรายละเอียดให้มากหน่อย” เป็นประโยคที่ผู้ถูกต่อว่าฟังแล้วสามารถนำไปปรับปรุงได้ ก็คือ คราวหน้าต้องระมัดระวังในรายละเอียดพวกตัวเลขต่างๆ ให้มากหน่อย แม้ว่าจะถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง อารมณ์ที่โมโห แต่ลูกน้องก็สามารถรู้ได้ว่าเป็นคำแนะนำเพื่อตัวของเขาเอง เขาสามารถนำไปปรับปรุงตัวได้ตรงจุด

แต่การต่อว่าแบบหลัง “ทำได้ไหม ในสมองมีรอยหยักพอไหม” เป็นการต่อว่าที่ไม่ชัดเจน ถามว่าคราวหน้าทำได้ไหม ผู้ฟังอาจไม่เข้าใจว่าให้ทำอะไร หรือการต่อว่าเรื่องความโง่ความฉลาดนั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถนำไปปรับปรุงได้ทันที อาจต้องไปศึกษาเพิ่มเติมหรือใช้เวลาในการปรับปรุงนาน เมื่อถูกจี้จุดในเรื่องพวกนี้ เขาจะตีความว่ามันเป็นการดุด่าเพียงเพื่อให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ใช่เพื่อให้นำไปปรับปรุงตัว เห็นยังครับว่าการต่อว่าเพื่อให้เกิดความฮึดสู้กับการต่อว่าเพื่อความสะใจนั้นแตกต่างกันอย่างไร

นอกเหนือจากความโง่ความฉลาดที่ห้ามนำมาต่อว่าลูกน้องแล้ว เรื่องการศึกษา รูปร่างหน้าตา เพศ และเรื่องครอบครัวก็ไม่ควรเช่นกัน จริงๆ เราทุกคนเข้าใจดีว่าเรื่องเหล่านี้ต้องห้าม แต่เวลาโกรธเรามักจะลืมตัว จึงต้องระวังให้ดี อีกคำที่ห้ามเด็ดขาด คือ “ลาออกไปซะ” แม้ว่าหัวหน้าจะไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ แค่อยากให้ปรับปรุงตัว แต่ผู้ฟังจะตีความไปว่าเขาไม่มีความสำคัญในที่ทำงานนี้แล้ว

ก่อนจะต่อว่า ควรเตรียมเรื่องชมไว้ด้วย บางครั้งหัวหน้าไม่กล้าเข้มงวดเกินไปเพราะกลัวลูกน้องอยู่ไม่ได้ ก็จะพยายามเอาตัวรอดด้วยการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งก็จะไม่เหมาะแก่การทำงานบริหารคน เพราะจะส่งผลกระทบต่อทีม เราต้องให้ลูกน้องเผชิญหน้ากับความผิดพลาดที่เขาทำ และผ่านมันไปให้ได้ เขาจึงจะเติบโตในฐานะมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ การที่จะเยียวยาจิตใจทีมงานหลังการตำหนิอย่างตรงไปตรงมาได้แล้ว อยากให้ทีมงานกลับมามุ่งมั่นทำงานเหมือนเดิมนั้น ขึ้นอยู่กับกิริยาวาจาของคนเป็นหัวหน้า

เวลาเจอลูกน้องประเภทที่หมดกำลังใจง่ายๆ ให้ใช้วิธีต่อว่าและชมไปพร้อมๆ กัน เช่น เวลานำเสนอโครงการใหม่ๆ แล้วไม่สำเร็จ เพราะลูกน้องเราสะเพร่า เราก็อาจพูดกับลูกน้องหลังการประชุมว่า “วันนี้โครงการที่เรานำเสนอไม่ผ่าน เพราะเราเก็บข้อมูลที่มาคำนวณต้นทุนไม่ครบตามที่คณะกรรมการถาม จึงทำให้ไม่สามารถตัดสินใจอนุมัติโครงการเราได้ แต่ก็มีกรรมการหลายท่านที่เห็นประโยชน์ของโครงการนี้ตามข้อมูลที่คุณทำมา คราวหน้าเราเก็บรายละเอียดเรื่องต้นทุนให้ครบ แล้วมานำเสนอใหม่ โครงการนี้ผมเห็นว่ามีประโยชน์ต่อธนาคารจริงๆ อยากให้ผ่านการอนุมัติ
ผมฝากความหวังไว้กับคุณนะ”

การหาจุดที่ควรพูดชมมาพูดพร้อมกับการต่อว่า ไม่ใช่ปฏิเสธไปเสียทั้งหมดเมื่อทำผิดพลาดแค่เรื่องเดียว จะทำให้ลูกน้องไม่หมดกำลังใจในการทำงาน และการชมนั้น ถ้าสามารถระบุให้ชัดๆ เฉพาะส่วนได้ จะทำให้คำพูดที่ชมนั้นดูจริงใจมากขึ้น เคยไหมที่เราชมลูกน้องไป แต่เรากลับถูกระแวงว่ามีแผนอะไรหรือเปล่า ลูกน้องกลับคิดว่าเราคงชมไปตามมารยาทเท่านั้น หรือแค่ให้กำลังใจ เพราะคราวหน้าจะหางานที่หนักกว่ามาให้

ดังนั้น การเลือกชมเฉพาะส่วนอย่างเป็นรูปธรรมให้ชัด ดีกว่าชมรวมๆ ทั้งหมด เพราะการชมเฉพาะเจาะจงลงไป จะทำให้เขารู้ได้ว่าเราชมเพราะผลงานเขาจริงๆ ไม่ใช่ชมแบบขอไปที สรุปถ้าเราตำหนิให้ถูกวิธี ชมให้ถูกเวลา ทีมงานก็จะมีกำลังใจทำงานครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท