
พาณิชย์ยันน้ำมันถูกจีดีพีพุ่ง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ม.ค. ที่ติดลบ 0.4% ซึ่ง ธปท.ยืนยันว่าเกิดขึ้นเพราะราคาน้ำมันลดลง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ม.ค. ที่ติดลบ 0.4% ซึ่ง ธปท.ยืนยันว่าเกิดขึ้นเพราะราคาน้ำมันลดลง ทำให้ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีหรือไม่ดีกันแน่ ทำให้ ดวงกมล เจียมบุตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ออกมาเปิดเผยรายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลดีจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีนี้อยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 0.96% เงินเฟ้อคาดว่าจะลดลงจากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 1.8-2.5% โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินตัวเลขใหม่ ส่วนการบริโภคที่แท้จริงภายในประเทศจะเพิ่มขึ้น 2.2% การส่งออกเพิ่มขึ้น 1% ภายใต้ปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างประเทศไม่เปลี่ยนแปลง แต่ราคาน้ำมันในขณะนี้ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ยิ่งส่งผลดีมากขึ้นอีก
สำหรับภาคธุรกิจที่จะได้รับผลดี ได้แก่ การขนส่งทางบกที่มีต้นทุนน้ำมันประมาณ 40-50% ของต้นทุนรวม การขนส่งทางอากาศมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนประมาณ 30-40% และการขนส่งทางเรือมีต้นทุนน้ำมันประมาณ 20-25% ส่วนภาคการเกษตรที่จะมีต้นทุนการผลิตสินค้าลดลง ส่งผลให้มีผลผลิตการเกษตรและการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ อ้อย ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ตามลำดับ โดยสินค้าเหล่านี้มีต้นทุนน้ำมันประมาณ 8-10% ของต้นทุนรวม
ทางด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในการประชุมร่วมกับภาครัฐในเร็วๆ นี้ โดยแสดงความเป็นห่วงค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคนี้ มากกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้า ทำให้การส่งออกอาจชะลอตัวมาก เพราะเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย กกร. คาดว่าภาพรวมการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ 3.5-4%
ด้าน อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ก.พ.นี้ ทางสภาหอฯ จะเข้าพบผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือเรื่องมาตรการดูแลค่าเงินบาทที่เหมาะสมของ ธปท. ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้าก็เป็นปัจจัยลบอีกประการที่กระทบความเชื่อมั่นของเอกชน โดยไตรมาสแรกของปีงบประมาณสามารถเบิกจ่ายได้เพียง 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเป้าที่ตั้งไว้ถึง 8.4% ทาง กกร. จึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ทำให้กำหนดราคาสินค้าส่งออกทำได้ยากขึ้น อาทิ ประเทศบราซิลผู้ผลิตน้ำตาลอันดับหนึ่งของโลก ที่เป็นประเทศคู่ค้าในปีที่ผ่านมามีค่าเงินลดลง 11-12% ส่งผลให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดลง ทำให้ส่งออกน้ำตาลของไทยมีปัญหา ส่วนมาเลเซียหนึ่งเดือนที่ผ่านมาค่าเงินอ่อนลง 2-3% ถ้ามองภาพรวมจากปีที่แล้วถึงปัจจุบันอ่อนลงไป 8% สามารถขายสินค้าได้ราคาถูกกว่าไทย” อิสระ กล่าว
พรายพล คุ้มทรัพย์ ที่ปรึกษา รมว.พลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่เกิดเงินฝืด แต่หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยก็มีโอกาสจะเกิดเงินฝืดขึ้นได้ หากประชาชนไม่เชื่อมั่นก็จะไม่ใช้จ่าย รัฐบาลต้องรีบล้างท่อให้งบลงทุนออกมาโดยเร็ว โดยเฉพาะโครงการที่ทำการศึกษาความเป็นไปได้และออกกฎหมายเวนคืนที่ดินแล้ว ก็ให้รีบดำเนินการเงินที่จะใช้ช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไขปัญหาภัยแล้งก็ต้องรีบนำออกมาใช้
ทางด้าน อรุณ จิรชวาลา กรรมการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เรื่องเงินฝืดไม่ใช่ปัญหาของเศรษฐกิจไทย การที่ ธปท.พยายามรักษาค่าเงินให้มีเสถียรภาพ แต่คงดอกเบี้ยนโยบายทำให้บริหารอัตราแลกเปลี่ยนยาก การที่ค่าเงินบาทแข็งกว่าเพื่อนบ้านแสดงให้เห็นว่ายังบริหารไม่ดีพอ หากเทียบเงินริงกิตมาเลเซียไทยยังแข็งค่ากว่า 10% ที่น่าเป็นห่วงคือเงินบาทแข็งค่าส่งออกสินค้าเกษตรได้ลดลง จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด







