posttoday
CKPลั่นกำไร ก้าวกระโดดปี’60

CKPลั่นกำไร ก้าวกระโดดปี’60

03 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

“โพสต์ทูเดย์” เป็นหนึ่งในสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไปเยี่ยมชมโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรี ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่ดำเนินการโดยบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ ซึ่งบริษัท ช.การช่าง (CK) กำลังดำเนินการขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 30% ให้กับบริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) ซึ่งตอนนี้โครงการได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 43% ทว่าหากการก่อสร้างดำเนินการเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ในปี 2562 จะถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ CKP มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ CKP เปิดเผยว่า หลังจากที่ CKP จะซื้อหุ้นบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ มูลค่ารวมประมาณ 4,344 ล้านบาท จากบริษัท ช.การช่าง จะทำให้ภาพทุกอย่างมีความชัดเจนขึ้นว่า CKP เป็นเจ้าของ มีการบริหารจัดการ และลงทุนเองที่ชัดเจนขึ้น

ทั้งนี้ CKP จะใช้การประชุมสามัญประจำปีของผู้ถือหุ้นเดือน เม.ย. ขออนุมัติการออกหุ้นเพิ่มทุนขายผู้ถือหุ้นเดิม (RO) จำนวน 1,870 ล้านหุ้น สัดส่วนการใช้สิทธิ 1 หุ้นเดิมต่อ 0.34 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 3 บาท เพื่อจะนำเงินส่วนนี้ไปชำระค่าหุ้นที่ซื้อจาก CK และที่เหลือเก็บไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียน นอกจากนี้ 1 หุ้นใหม่จะได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) ที่ราคาใช้สิทธิ 6 บาท ซึ่งรองรับการแปลงสิทธิในระยะเวลา 5 ปี ทำให้บริษัทมีเงินรองรับการขยายงานในอนาคตอีก 1.11 หมื่นล้านบาท 

สุภามาส เปิดเผยว่า บริษัทจะเริ่มมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป จากการเริ่มจ่ายไฟโครงการโรงไฟฟ้าบางปะอินเฟส 2 (BIC-2) ขนาด 120 เมกะวัตต์ และปี 2561 บริษัทจะรับรู้รายได้จากโครงการน้ำบาก ขณะที่ปี 2562 จากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนไซยะบุรี แต่ระหว่างทาง 2 ปีนี้ บริษัทจะเน้นรายได้ให้มีการเติบโตจากโครงการที่มีอยู่ควบคู่ไปกับเน้นการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนทางการเงินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และที่สำคัญคือบริษัทจะขอรบกวนจากผู้ถือหุ้น CKP ให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้ ยังรวมถึงการที่บริษัทยังไม่มีนโยบายจะออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย เพราะเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำเงินในอนาคตจำนวนมากมาใช้ในตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตามบริษัทก็มีความสนใจอยู่บ้าง เพราะเห็นว่าสามารถใช้ระดมเงินทุนเพื่อมาพัฒนาโครงการใหม่ๆ ได้ แต่คงเป็นเรื่องของอนาคต  

นอกจากนั้น ปี 2562 ประเมินว่าบริษัทจะรับรู้สัดส่วนรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นผู้ผลิตโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูงถึง 80-90% จากปัจจุบันอยู่ที่ 56%
โรงไฟฟ้าระบบโคเจเนอเรชั่น 42% และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2%

“ต้องถือว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำของไซยะบุรีจะเป็นตัวแปรหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้กำลังการผลิตรวมจากโรงไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,160 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 755 เมกะวัตต์ จากงบลงทุนก่อสร้างทั้งหมดอยู่ที่ 1.15 แสนล้านบาท ซึ่งบริษัทพยายามจะดำเนินการให้ทันตามกำหนดเวลาคือปี 2562 แต่ที่ผ่านมาบริษัทได้ให้มีการปรับเปลี่ยนการก่อสร้างที่ต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยเพิ่มนั้น คือ การดูแลเรื่องพันธ์ุปลาในเขื่อนและการตกตะกอนที่อาจมีมากกว่าเขื่อนปกติที่เป็นแบบกักเก็บน้ำ แต่เขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนทดน้ำ แต่ก็เหมือนที่ทางที่ปรึกษาการก่อสร้างบอกว่าไม่น่าจะเกิน 10% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด และยังยืนยันว่าแม้จะมีโจทย์เข้ามาเพิ่ม แต่ตอนนี้ระยะเวลาการก่อสร้างยังอยู่ในกรอบหรือเสร็จทันตามที่ตกลงไว้” สุภามาส กล่าว

ทัั้งนี้ คาดว่าวงเงินส่วนที่เกินมานั้น ทางรัฐบาล สปป.ลาว จะช่วยสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนให้ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะมีการใช้เงินลงทุนเกินในจำนวนเท่าไหร่ ทั้งนี้ที่ผ่านมางบการก่อสร้างของบริษัทแบ่งเป็นงานก่อสร้าง 7.8 หมื่นล้านบาท ใช้ในการบริหารโครงการ 9,500 ล้านบาท ดอกเบี้ยจากการกู้ยืม 2.6 หมื่นล้านบาท และเงินสำรอง 1,500 ล้านบาท ซึ่งเงินทั้งหมดบริษัทได้รับการสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศทั้งหมด โดยมีทั้งสิน 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทิสโก้ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  

สำหรับการเติบโตของรายได้ปี 2558 บริษัทมีเป้าหมายรายได้ปีนี้เติบโต 5-8% จากปีก่อนที่มั่นใจทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 7,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการรับรู้รายได้จากโรงงานไฟฟ้าที่ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 755 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 22 เมกะวัตต์

ขณะที่แผนซื้อธุรกิจพลังงานอื่นๆ ก็ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ คาดว่าจะสามารถสรุปได้อย่างน้อย 1 แห่งในปีนี้

สุภามาส กล่าวว่า ตอนนี้สัดส่วนการถือครองหุ้นของเครือ ช.การช่าง อยู่ที่ประมาณ 75% โดยส่วนที่เหลือ 25% มีเพียงที่ถือหุ้นโดยสถาบันต่างประเทศไม่เกิน 2% โดยที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่บริษัทยังคงนโยบายต่อสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าว แม้ที่ผ่านมาจะมีสถาบันต่างชาติเริ่มให้ความสนใจกับการนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) มากขึ้น อย่างล่าสุด SET Thai Corporate Day 2015 มีสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแบบเป็นกลุ่มและแบบตัวต่อตัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ความสนใจต่อแผนการลงทุนของบริษัทในปัจจุบันและในอนาคต หรือการขยายงานใหม่ๆ จากธุรกิจพลังงาน อื่นๆ ในอนาคต และปลายสัปดาห์นี้ก็จะไปโรดโชว์ยังประเทศสิงคโปร์ต่อกับทาง เจ.พี.มอร์แกน

ตอนนี้ CKP อยู่ระหว่างการวางรากฐานให้องค์กรมีฐานที่มั่นคงแข็งแรง พร้อมกับระหว่างนี้เน้นการดูแลตัวเองให้ดี จากการบริหารต้นทุนทุกอย่าง เพื่อรอให้บริษัทได้เริ่มเข้าสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2560 ได้อย่างมั่นคง ซึ่งหากโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำที่เขื่อนไซยะบุรีเสร็จ ตอนนั้นต้องมาดูกันว่า CKP จะกระโดดไกลแค่ไหน

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก