posttoday
งบอัดฉีดเกษตรกร...มาถูกทาง

งบอัดฉีดเกษตรกร...มาถูกทาง

02 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์

ประเทศไทย เกษตรกรเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยจำนวนประมาณ 23.7 ล้านคน ร้อยละ 56.5 เป็นเกษตรกรชาวนาซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอ หรือไม่มีที่ดินทำกินกลายเป็นผู้เช่าในที่ดินนายทุนหรือเป็นแรงงานเกษตรรับจ้าง ปัญหาของเกษตรกรทั้งชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน มีปัญหาคล้ายกัน คือ ราคาผลผลิตตกต่ำแต่ปัจจัยต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งปัญหาความไม่แน่นอนของดิน ฟ้า อากาศ มีเกษตรกรเพียงร้อยละ 23 เข้าถึงระบบชลประทานที่เหลือต้องพึ่งเทวดา ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าภูมิภาค

จากการที่ผลผลิตของเกษตรกรอยู่ในสภาวะตกต่ำต่อเนื่อง เช่น ยางพาราราคาตกต่ำมาโดยตลอดเป็นเวลากว่า 3-4 ปีแล้ว ขณะนี้ราคาน้ำยางสดขายได้กิโลกรัมละ 35-37 บาท ทั้งที่ต้นเดือนยังขายได้ 45-46 บาท/กิโลกรัม ข้าวเปลือก 5% ความชื่น 15% ขายได้ตันละ 8,000 บาท หากความชื่นสูงกว่านี้อาจขายได้เพียงตันละ 6,000-7,000 บาท ทำให้รายได้ไม่พอเพียงต่อการดำเนินชีวิต ส่วนใหญ่ตกอยู่ในกับดักของหนี้สินครัวเรือน ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง การช่วยเหลือจากรัฐในอดีตมักแฝงด้วยการเมือง ผลประโยชน์และคอร์รัปชั่น ช่วยแบบขอไปที ทำให้สภาพเกษตรกรไทยอ่อนแอ

ก่อนหน้านี้ดูเหมือนทางรัฐบาลไม่พยายามเข้าไปแทรกแซงราคาหรือช่วยเหลือเกษตรกร เพราะไม่ต้องการซ้ำรอยประชานิยมเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา แต่เกษตรกรไทยถูกปล่อยปละละเลยมานานจนถึงขั้นช่วยตนเองไม่ได้ หากจะแก้คงต้องค่อยๆ แก้ไข เรื่องแก้ปัญหาโครงสร้างเกษตรกรคงต้องทำไป แต่ผลคงอีกไกล จำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเกี่ยวข้องกับปากท้องและหนี้สินของเกษตรกร ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลกำลังจะนำมาใช้ในการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการอัดฉีดงบประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท จึงเข้ามาถูกทางในจังหวะที่ถูกต้อง มาตรการหลักๆ เช่น มาตรการแจกคูปองให้เกษตรกรเพื่อแลกซื้อวัสดุการเกษตร มาตรการนี้ดีเพราะช่วยต้นทุนเกษตรกรได้ตรงจุด แต่ต้องระมัดระวังร้านค้าที่เข้าโครงการ อาจโก่งราคาหรือจำหน่ายสินค้าด้อยคุณภาพ อีกทั้งคูปองต้องแจกเกษตรกรทุกกลุ่มอาชีพ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้แรงงานในภาคเกษตรซึ่งเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนแรงงานเกษตรทั้งประเทศซึ่งมีประมาณ 11.7 ล้านคน

สำหรับมาตรการเงินช่วยเหลือบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งชุมชนละ 1 ล้านบาท คงต้องรอความชัดเจน ซึ่งนัยว่าจะเป็นโครงการสร้างงานในชนบท เช่น ถนนหมู่บ้าน งานก่อสร้างต่างๆ ซึ่งมีชุมชนอยู่ในข่ายประมาณ 3,052 ตำบล ซึ่งการช่วยเหลือควรกระจายไปในจังหวัดที่มีปัญหาภัยแล้งจริงๆ โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ และโครงการควรเน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์และแรงงานในพื้นที่ โครงการควรจะเป็นประโยชน์ เช่น ขุดบ่อน้ำ ฝายกั้นน้ำ หรือที่กักเก็บน้ำ ใช้ในการอุปโภค-บริโภค แต่ปัญหาคือแรงงานในชนบทของไทยครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานเด็กและแรงงานคนอายุค่อนข้างมาก โครงการที่ออกมาควรให้สอดคล้องกับสภาพจริง มิฉะนั้นเงินจะตกไปอยู่ในมือผู้รับเหมา กลุ่มอิทธิพลผูกขาด ซึ่งเน้นการใช้เครื่องจักรทุ่นแรง กลายเป็นการช่วยไม่ถูกคนเสียเงินไปเปล่าๆ

นอกจากนี้ ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะใจถึงในการที่จะให้ ธ.ก.ส.พักหนี้ ซึ่งควรรวมทั้งการขยายงวดการชำระหนี้และทำให้ทั่วถึงทั้งระบบไม่ใช่แต่เฉพาะชาวนา โดยเฉพาะชาวสวนยางซึ่งกำลังย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ ต้องเร่งเข้าไปช่วยก่อนเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งการแก้หนี้ให้เกษตรกรในระยะสั้นๆควรทำ อย่าให้ติดเป็นนิสัย มิฉะนั้นก็จะแก้ยาก ซึ่งมาตรการที่กล่าวนี้หากทำได้จริง ทำได้เร็ว ให้ถูกคน ไม่รั่วไหล รับรองได้ว่าถูกใจชาวบ้านและเงินจำนวนนี้เมื่อนำออกไปหมุนเวียนก็จะเพิ่มมูลค่าอย่างน้อย 3 เท่า หรือประมาณร้อยละ 1.3 ของจีดีพี มีผลต่อการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้มากพอสมควร

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรจะครอบคลุมถึงกลุ่มแรงงานรับจ้างในภาคเกษตร เพราะเป็นกลุ่มซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือจากรัฐบาล

นอกจากนี้ อยากฝากไปถึงรัฐบาล คือ ขอให้มีมาตรการกำกับข้าราชการในพื้นที่ ซึ่งมีหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง อันเกี่ยวข้องกับโครงการที่ต่างทำงานอยู่ในกรอบของหน่วยตนเอง ไม่มีการบูรณาการ จะต้องให้มีการประสานงานกัน อย่าใส่เกียร์ว่าง รัฐบาลต้องมีคำสั่งและกระบวนการขับเคลื่อน รวมทั้งการป้องกันการรั่วไหล ไม่เช่นนั้น โครงการมาแล้ว เงินมีแล้ว แต่ติดขัดด้วยระบบอืดอาด-ยืดยาด ของหน่วยงานรัฐ เงินไม่ถึงมือประชาชน...อย่างนี้เรียกว่าเสียของครับ (สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท