
หุ้นแนวโน้มแกว่งย่ำฐาน รอจังหวะขึ้น
ดัชนีหุ้นไทยช่วงสั้นจะแกว่งย่ำฐานในกรอบ 1,560-1,605 จุด ระยะถัดไปโน้มฝ่าแนวต้านขึ้นไปแถว 1,650 จุด ตามพัฒนาการของปัจจัยดังนี้
ดัชนีหุ้นไทยช่วงสั้นจะแกว่งย่ำฐานในกรอบ 1,560-1,605 จุด ระยะถัดไปโน้มฝ่าแนวต้านขึ้นไปแถว 1,650 จุด ตามพัฒนาการของปัจจัยดังนี้
ประการแรก การคาดการณ์จังหวะเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ จีดีพีไตรมาส 4 ของสหรัฐขยายตัวช้าลงและต่ำกว่าคาด โดยโตเพียง 2.6% ชะลอตัวลงจากที่เติบโต 4.6% และ 5% ในไตรมาส 2 และ 3 ตามลำดับ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจีดีพีจะขยายตัว 3.2% ในไตรมาส 4
การขยายตัวช้าลงของเศรษฐกิจสหรัฐ ประกอบกับแรงกดดันเงินเฟ้อต่ำ ยังผลให้กระแสเงินทุนบางส่วนเคลื่อนย้ายเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ราคาพันธบัตรสหรัฐสัปดาห์ที่ผ่านมาพุ่งขึ้น ฉุดบอนด์ยิลด์ 10 ปี ร่วง 0.13% เหลือ 1.68% ขณะที่ราคาทองคำเมื่อวันศุกร์ดีด 23.3 เหรียญสหรัฐ มาปิดอยู่ที่ 1,279.2 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ท่ามกลางแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง ดาวโจนส์วันศุกร์ลดลง 251.90 จุด หรือ -1.45%
ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ระบุว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตต่ำกว่าคาด แต่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีปัจจัยที่สดใสมากมาย และเขาหวังว่าอัตราการว่างงานจะร่วงลงต่ำกว่าระดับ 5% ในไตรมาส 3 ปีนี้ จากล่าสุดที่ 5.6% พร้อมชี้ว่า เฟดควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า
ก่อนหน้านั้น มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐจากการประชุมเฟดครั้งล่าสุด ได้หนุนกระแสคาดการณ์ที่ว่า เฟดมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง ก่อให้เกิดแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้นทั่วโลก
อย่างไรก็ดี แม้เฟดอยากขึ้นดอกเบี้ย แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่เอื้ออำนวย เอาเข้าจริงอาจต้องยืดเวลาออกจากกลางปี 2558 ซึ่งจะทำให้เคลื่อนย้ายเงินทุนไปมาระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ ผันผวน
ประเทศส่วนใหญ่ยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะยูโรโซนและญี่ปุ่น หากเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย จะเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทะลักเข้าสหรัฐ ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นไปอีก ขณะที่เศรษฐกิจโลกแผ่วจะกดดันภาคส่งออกของสหรัฐ
น่าสังเกตว่า บอนด์ยิลด์ต่ำมาก แพ้เงินเฟ้อระยะยาว ในระยะถัดไปกระแสเงินทุนบางส่วนจะโยกกลับมาหาตลาดหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและผลประกอบการ
ประการที่ 2 การอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ระลอกใหม่ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
กระแสวิตกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะเงินฝืด ทำให้อีซีบีประกาศเมื่อวันที่ 22 ม.ค. จะทำคิวอีมูลค่า 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีนี้ จนถึงเดือน ก.ย. 2559 ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวมีมูลค่าสูงกว่า 5 หมื่นล้านยูโร/เดือน ที่ตลาดคาด แถมทำต่อเนื่องยาวนานกว่าที่ตลาดคาดไว้
ขณะที่ยูโรโซนเผชิญกับความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับกรีซ หลังจากพรรคซีริซา ซึ่งมีนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด ชนะเลือกตั้ง พร้อมคำสัญญาว่าจะเจรจาหนี้ใหม่ ส่งผลให้มีความกังวลว่าอียูอาจยกเลิกเงินช่วยเหลือต่อกรีซ ซึ่งจะทำให้กรีซผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งอาจทำให้กรีซออกจากยูโรโซน
อย่างไรก็ดี ผู้นำอียูยังหวังว่ากรีซและยูโรโซนจะสามารถหาทางประนีประนอมกันได้ แม้ผลเจรจายกแรกระหว่างกรีซและอียูเกี่ยวกับโครงการให้ความ
ช่วยเหลือทางการเงินต่อกรีซ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนยังไม่คืบหน้า
เมื่ออีซีบีจะเริ่มทำคิวอีในเดือน มี.ค. ผนวกกับการทำคิวอีอย่างต่อเนื่องของบีโอเจ สภาพคล่องส่วนเกินระลอกใหม่จะไหลตลาดหุ้นทั่วโลก
น่าสังเกตว่า สถานการณ์ขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐดูเด่นกว่าภูมิภาคอื่น รวมถึงของอีเมอร์จิ้งที่เศรษฐกิจแผ่วลงมาก โดยเฉพาะกลุ่มบริคส์ (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) กระแสเงินทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้งจึงมีแนวโน้มไม่รุนแรงเหมือนช่วงหลายปีก่อนที่เศรษฐกิจของประเทศหลักย่ำแย่ แต่ของอีเมอร์จิ้งดูดีกว่ามาก
อย่างไรก็ดี เสถียรภาพภายนอกของเศรษฐกิจไทยยังดูดี ไม่ว่าเป็นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ หนี้สาธารณะ เป็นต้น แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวล่าช้า แต่ถ้าการเมืองยังคงมีเสถียรภาพ ตลาดทุนไทยยังมีแนวโน้มได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนไหลเข้า แม้ไม่ใช่อันดับต้นๆ ก็ตาม
ประการที่ 3 การฟื้นตัวของราคาน้ำมันจะไปได้ไกลแค่ไหน
เมื่อวันศุกร์ น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง 3.71 เหรียญสหรัฐ หรือ 8.33% ปิดที่ 48.24 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังมีรายงานว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐประจำสัปดาห์ลดฮวบ 7% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี นักวิเคราะห์มองจำนวนแท่นขุดเจาะที่ลดลงเป็นสัญญาณว่าการร่วงลงของราคาน้ำมันจะส่งผลต่อการผลิตน้ำมันในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงถูกกดดันจากสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐที่พุ่งขึ้น 8.9 ล้านบาร์เรล สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4.1 ล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐยังปรับขึ้น 3 หมื่นบาร์เรล สู่ระดับ 9.213 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2526
ก่อนหน้านั้น กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียองค์ใหม่ประกาศหนุนนโยบายน้ำมันเดิม ที่มุ่งรักษาส่วนแบ่งการตลาดของโอเปก
ขณะที่รัฐมนตรีคลังรัสเซีย ในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ประเมินว่า ราคาน้ำมันจะไม่ดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2551-2552 และไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาอยู่เหนือ 100 เหรียญสหรัฐ ในอนาคตอันใกล้ ตอกย้ำกลุ่มพลังงานที่ลงมาลึก และส่วนใหญ่เทรดต่ำกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานระยะยาว แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมัน
แม้โรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีจะขาดทุนจากสต๊อกสินค้า แต่อัตรากำไรขั้นต้น เช่น ค่าการกลั่น หรือสเปดปิโตรเคมี เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบร่วงตามน้ำมันดิบ ขณะที่ราคาสินค้าลงในอัตราที่ช้ากว่า
ประการที่ 4 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ ถ่วงผลประกอบการของบริษัทที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศ
อย่างไรก็ดี การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ การผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่และราคาน้ำมันที่ร่วงลงมาลึก จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
สรุปว่า ตลาดหุ้นระยะ 3 เดือนข้างหน้า ยังมีแนวโน้มแกว่งขึ้น หนุนโดยการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค และเพิ่มผลประกอบการของภาคเอกชน
แนะหาจังหวะทยอยซื้อช่วงย่อหุ้นดังต่อไปนี้ AOT, BEAUTY, BGH BLA, CK KBANK, KTB,TUF, RS, SAMART,SAWAD, SEAFCO (โปรดศึกษาเพิ่มเติมจากบทวิเคราะห์) พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







