
บิ๊กล็อตธุรกิจเช่าซื้อฮอต
เช่าซื้อ-ตามหนี้เนื้อหอมนักลงทุนรุมขอซื้อสะพัด 1,660 ล้านบาท บิ๊ก JMART ตัด 60 ล้านหุ้นขาย
เช่าซื้อ-ตามหนี้เนื้อหอมนักลงทุนรุมขอซื้อสะพัด 1,660 ล้านบาท บิ๊ก JMART ตัด 60 ล้านหุ้นขาย
โพสต์ทูเดย์รวบรวมพบว่า ขณะนี้นักลงทุนและกองทุนต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาซื้อบิ๊กล็อตหุ้นของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเช่าซื้อและติดตามหนี้เป็นอย่างมาก ภายหลังจากทางการได้มีการออกประกาศให้ประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ และล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2558 ได้มีการซื้อหุ้นล็อตใหญ่ของบริษัท เจ มาร์ท (JMART) จำนวน 60 ล้านหุ้น ที่ราคา 11 บาท เป็นเงิน 660 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 16 ม.ค. บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) รายงานว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ น.ส.ธิดา แก้วบุตตา ได้ขายหุ้นของบริษัทออกจำนวน 35 ล้านหุ้น หรือ 3.5% ให้กับกองทุน Wasatch advisors ซึ่งเป็นกองทุนเปิดสัญชาติอเมริกันหลังขายหุ้น ทำให้เหลือสัดส่วนการถือหุ้น 38.7% จากเดิม 42.2% ซึ่งหากดูราคา SAWAD ในวันที่ทำรายการจะอยู่ที่ 28.75 บาท เท่ากับว่ารายการซื้อขายครั้งนี้มีมูลค่า 1,006 ล้านบาท ซึ่งการขายหุ้นของ 2 บริษัท มีมูลค่าการซื้อขายเกิดขึ้น 1,660 ล้านบาท
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท เจ มาร์ท (JMART) เปิดเผยว่า รายการซื้อหุ้นล็อตใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นหุ้นในส่วนที่ตัวเองถืออยู่ซึ่งได้ตัดขายให้กับนักลงทุนที่สนใจเข้ามาขอซื้อแต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และยอมรับว่าขณะนี้ธุรกิจที่ JMART ดำเนินการอยู่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนและกองทุนทั้งในและต่างประเทศที่เดินสายเข้ามาขอพบเพื่อขอข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่ต้นปีทีผ่านมามีนักลงทุนมาขอพบมากจำนวนหลายรายและยังต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ด้วยที่ยังมีคิวให้ข้อมูลกับนักลงทุน
“ตอนนี้ธุรกิจเช่าซื้อและติดตามหนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศให้ใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อย (นาโนไฟแนนซ์) เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจมีการเติบโตที่ดี และบริษัทจะขอใบอนุญาตในการทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ด้วย”
สำหรับการทำธุรกิจปีนี้คาดว่ากำไรจะโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 15% และปีนี้จะเป็นปีที่บริษัทจะใช้เงินลงทุนมากที่สุด ซึ่งจะลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท โดย 2,000 ล้านบาท จะใช้ในการซื้อหนี้เข้ามาบริษัทหารส่วนที่เหลือจะนำไปขยายสาขาและซื้อกิจการเพิ่มเข้ามาเพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ และภายใน 45 วันนี้บริษัทจะได้ข้อสรุปในการซื้อกิจการเข้ามา 2 บริษัท ซึ่งจะใช้เงินในการซื้อประมาณ 500-600 ล้านบาท
“ในการซื้อกิจการเข้ามาบริษัทไม่ได้มีกรอบหรือข้อจำกัดว่าจะเป็นธุรกิจใด แต่หากเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างการเติบโตก็พร้อมที่จะเข้าไปซื้อมา ซึ่งการซื้อก็มีทั้งที่สร้างรับรู้กำไรและรายได้ได้ทันที ส่วนการซื้อหนี้อาจต้องใช้เวลาในการจัดระบบซึ่งการรับรู้กำไรและรายได้ก็จะช้ากว่าการซื้อธุรกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว
สำหรับเงินทุน 4,000 ล้านบาทนั้น บริษัทก็จะใช้ช่องทางทางการเงินทุกรูปแบบ เช่น การเพิ่มทุน และกลางปีนี้จะนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งบริษัทก็จะมีเงินจากส่วนนี้เข้ามาสนับสนุนการลงทุนด้วย
ก่อนหน้านี้ น.ส.ธิดา กล่าวว่า หุ้นของ SAWAD ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเข้ามาขอซื้อหุ้นจำนวนมาก จึงได้ตัดสินใจขายออกไปให้กองทุนสหรัฐ และในเดือน มี.ค.นี้ จะไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ที่สหรัฐ การที่มีกองทุนสหรัฐถือหุ้นอยู่ก็จะทำให้หุ้นของบริษัทเป็นที่รู้จักของกองทุนมากขึ้นและจะทำให้หุ้นมีเสถียรภาพ







