
BAYตกสวรรค์
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
2 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 21% สวนทางหุ้นกลุ่มธนาคารที่ราคาหุ้นอ่อนตัวลง BAY เพิ่มสวนทางธนาคารอื่นเพราะข่าวเก็งกำไรธนาคารแม่ธนาคารโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) เข้าซื้อหุ้นจากรัตนรักษ์เพิ่มจนครองหุ้นทั้งหมดเพื่อกุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ แต่ภายหลังธนาคารชี้แจงว่ายังไม่ได้รับแจ้งจากธนาคารแม่ ราคาหุ้นก็กลับเข้าสู่สภาพความเป็นจริง ราคาช่วงท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มดิ่งลง พร้อมคำแนะนำขายเพราะราคาแพงเกินไป
การแห่เข้ามาเก็งกำไรหุ้น BAY นี้ จุดปะทุมาจากข่าวการเข้ามาซื้อหุ้น BAY ของ BTMU รอบที่ผ่านมาได้ทำสัญญามีเงื่อนไขเปิดทางเลือกไว้ให้ BTMU สามารถเจรจาซื้อหุ้นส่วนที่เหลือเพิ่มจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมคือ กฤตย์ รัตนรักษ์ ที่ปัจจุบันถือหุ้น BAY ประมาณ 24-25% ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารเป็นระยะเวลานานแล้ว หลังจาก BTMU เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
“นโยบายรูปแบบการบริหารธนาคารพาณิชย์แบบญี่ปุ่นนโยบายคือต้องการเป็นเจ้าของ 100% เพื่อให้อำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ ส่วนกรณีนี้อยู่ที่การตกลงกันระหว่างทั้ง BTMU และกลุ่มกฤตย์ รัตนรักษ์ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ร่วมบริหารนานแล้ว ถือหุ้นแค่รักษาสถานะของตัวเองไว้เท่านั้น” แหล่งข่าว ระบุ
ประสิทธิภาพของช่องทางการกระจายข่าวที่ครบเครื่องของนักลงทุนผ่านทางมัลติมีเดีย ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก ทำให้ข่าวนี้กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาหุ้น BAY เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ราคาหุ้นของ BAY พุ่งขึ้นจากราคา 56.50 บาทเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ม.ค. ขึ้นมาระดับราคาสูงสุดของสัปดาห์ที่ราคาปิด 90.50 บาท เมื่อวันที่ 23 ม.ค. และพุ่งขึ้นเป็นราคาแตะ 104 บาท เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ก่อนที่จะลดตัวลงมาปิดที่ 78 บาท ที่เป็นราคาต่ำสุดของวัน ส่งผลให้เป็นธนาคารที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อันดับ 1 และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือประมาณ 6.6 แสนล้านบาท
การเคลื่อนไหวของ BAY ที่ “ผันผวน” มากส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวแรง โดยการเคลื่อนไหวทุกๆ +/-1% ของ BAY ส่งผลให้ดัชนีเคลื่อนไหว +/- 0.70 จุด (อิง มาร์เก็ตแคป ณ.วันที่ 23 ม.ค.)
เมื่อความจริงปรากฏ BAY แจ้ง ตลท.ว่ายังไม่ได้รับแจ้งเรื่องนี้จากธนาคารแม่ โบรกเกอร์ได้แนะนำขายหุ้นนี้ สวนทางคำแนะนำที่ให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นธนาคารทั้งกลุ่ม
ราคาหุ้นได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากราคาปิดวันที่ 26 ม.ค.ที่ 78 บาท ลดลงมาเหลือ 68.25 บาท เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา กระนั้นก็ตาม นับว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถ้าเทียบหุ้นกลุ่มธนาคารที่อ่อนตัวเพราะแรงฉุดจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
“เราแนะนำให้ขาย BAY จากการมีการหมุนเวียนของหุ้นในกระดานที่ต่ำและมีมูลค่าที่แพงที่สุด” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต แนะนำ
นอกจากนั้น ยังให้ความเห็นว่าการอ่อนตัวของหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นจังหวะ “ซื้อ” หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงไทย (KTB) เนื่องจาก
ประการแรก การขยายตัวเศรษฐกิจ 4% ปี 2558 เป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวสินเชื่อ ขยายตัว 8% ปีนี้ (ไม่รวมฐานที่ใหญ่ขึ้นของ BAY)
ประการที่สอง แรงกดดันจากหนี้เสียลดลงชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2557 ส่งผลให้ธนาคารมีความจําเป็นในการตั้งสํารองลดลง
ประการที่สาม โครงการลงทุนภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนสินเชื่อภาครัฐ ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อ KTB
ประการที่สี่ มูลค่าของ KTB ที่ราคาตามมูลค่าบัญชี 1.3-1.1 เท่า ถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นที่ 16-17% และประการที่ห้า เมื่อพิจารณาในเชิงเทคนิค ราคา KBANK ปรับลดลงใกล้แนวรับหลักเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน บริเวณ 218 บาท และ KTB
หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลดลงเพราะความคาดหวังที่ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ทำให้หุ้นกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นช้ากว่าดัชนี เพราะตลาดกังวลเรื่องผลกระทบของเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงคงน้ำหนักมากกว่าตลาดสำหรับหุ้นกลุ่มนี้
การพุ่งขึ้นของราคาหุ้น BAY อย่างผิดปกติครั้งนี้ ตลท. ไม่ได้ขึ้นเครื่องหมาย Trading Alert ทำให้นักลงทุนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่มีแต่การประกาศเครื่องหมายนี้เฉพาะหุ้นเล็ก
เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ตลท.ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ โดยหุ้นที่จะเข้ามาตรการ Trading Alert ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะราคาเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ปริมาณการซื้อขาย และต้องเทียบราคาของหุ้น BAY อย่างไรก็ตามกรณีนี้ได้มีส่วนให้เตรียมหารือกับนักลงทุนสถาบันเพื่อทบทวนการคำนวณดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่เป็นจริงมากขึ้น







