
มอเตอร์ไซค์ปรับใหญ่ เจาะเซ็กเมนต์รับตลาดอิ่มตัว
ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ 3 แบรนด์ใหญ่ ได้แก่ ฮอนด้า ยามาฮ่า และซูซูกิ มีความเห็นตรงกันว่า ในปี 2558 นี้ ตลาดรวมจะเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว โดยคาดว่ายอดจำหน่ายรวมอยู่ที่ 1.75 ล้านคัน เติบโตประมาณ 3% จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขายราวๆ 1.7 ล้านคัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ได้ผ่านยุครุ่งโรจน์ไปแล้ว
ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ 3 แบรนด์ใหญ่ ได้แก่ ฮอนด้า ยามาฮ่า และซูซูกิ มีความเห็นตรงกันว่า ในปี 2558 นี้ ตลาดรวมจะเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว โดยคาดว่ายอดจำหน่ายรวมอยู่ที่ 1.75 ล้านคัน เติบโตประมาณ 3% จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขายราวๆ 1.7 ล้านคัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ได้ผ่านยุครุ่งโรจน์ไปแล้ว
จินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ประเมินว่า ขณะนี้ตลาดยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว เนื่องจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เห็นผลของเม็ดเงินที่ไหลเวียนเข้าสู่ระบบ ขณะที่ราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกร ที่ถือได้ว่าเป็นฐานใหญ่ของลูกค้ารถจักรยานยนต์
หลังจากประเมินสถานการณ์ตลาดร่วมผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ของยามาฮ่า มีข้อสรุปว่า กำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ยามาฮ่าตัดสินใจชะลอการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ออกไปก่อน ประกอบกับจะต้องวางแผนในเรื่องผลิตภัณฑ์ รวมถึงกลยุทธ์ในการกระตุ้นตลาดมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากำลังซื้อยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนนัก แต่ผู้บริหารจากค่ายยามาฮ่าก็ยังเชื่อว่าตลาดรวมในปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น แม้จะยังไม่กลับมาโชติช่วงมียอดขายก่อน 2 ล้านคัน เหมือนที่ผ่านมาก็ตาม
ไ“ตลาดรถจักรยานยนต์จะยังไม่เห็นการเติบโตกลับไปสู่ระดับ 2 ล้านคัน ในเร็ววันนี้ แต่อย่างน้อยก็เชื่อว่าการที่ตลาดได้ตกต่ำที่สุดในปีที่ผ่านมา จะเริ่มกลับมาเติบโตตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป” จินตนา กล่าว
แม้ปีนี้ตลาดจะเติบโตขึ้นเล็กน้อย หรือประมาณ 3% แต่หากมองย้อนกลับไปจะพบว่า ตลาดรถจักรยานยนต์เข้าสู่ภาวะชะลอตัวมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2556 จนมาถึงปัจจุบัน โดยในปีที่ผ่านมาตลาดติดลบประมาณ 15% ซึ่ง โนบุฮิเดะ นางาตะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า ชี้ให้เห็นว่า เป็นการถดถอยของตลาดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และตลาดจะยังคงมีแนวโน้มเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง
ตลาดรถจักรยานยนต์ที่เคยโตปีละ 10-20% นั้น ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ซึ่งการชะลอการเติบโตในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดอยู่ในภาวะอิ่มตัว และจะมีการเติบโตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะจำนวนประชากรที่ไม่ได้เพิ่มมากนัก ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ผลิตและจำหน่ายจะต้องปรับตัว
สุชาติ อรุณแสงโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า กล่าวว่า การที่ตลาดเติบโตน้อยลงทำให้บริษัทต้องพยายามกระตุ้นฐานลูกค้าที่เคยซื้อรถไปแล้วตลอด 50 ปี หรือจำนวน 25 ล้านคัน ให้กลับมาซื้อใหม่ให้ได้มากที่สุด โดยการพยายามสร้างเซ็กเมนต์ใหม่ๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป โดยจะพบว่า เมื่อลูกค้ามีกำลังซื้อมากขึ้นก็จะหาซื้อสินค้าที่สะท้อนความเป็นตัวต้นมากขึ้น ดังนั้นบริษัทต้องติดตามดูลูกค้าอย่างใกล้ชิด และพยายามสร้างสินค้าในเซ็กเมนต์ใหม่ๆ ที่เป็นความต้องการเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีรถบางรุ่นที่ออกมามีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรถอยู่ ก็พยายามจะหาของเล่นใหม่ๆ ซึ่งสะท้อนบุคลิกของตัวเองจึงทำให้ตลาดรถบิ๊กไบค์ และรถสปอร์ตในปีนี้จะเติบโตมาก
สำหรับในปีนี้เชื่อว่าตลาดจะยังคงแข่งขันกันรุนแรง แต่ก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นเมื่อยอดขายในช่วง 20 วันแรกของเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วประมาณ 5-10% แสดงว่าคนเริ่มกล้าจับจ่ายมากขึ้น แม้ว่าราคาสินค้าเกษตรจะยังคงตกต่ำ แต่มาตรการกระตุ้นของภาครัฐก็เริ่มเห็นผลทำให้บริษัทได้พยายามกระตุ้นตลาดด้วยการออกรถใหม่ และการจัดกิจกรรมการตลาดตั้งแต่เริ่มต้นปี โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 50 ปี โดยใช้งบมากถึง 40 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการใช้งบจัดอีเวนต์ที่มากที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นการขอบคุณลูกค้าแล้ว ส่วนหนึ่งจะเป็นการสร้างบรรยากาศให้แต่ละศูนย์จัดจำหน่ายมีความคึกคักขึ้น โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1.39 ล้านคัน เติบโตขึ้น 20%
ขณะที่ ซาโตชิ อูชิดะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ กล่าวว่า ในปี 2558 ตลาดรถบิ๊กไบค์จะเติบโตมากกว่า เนื่องจากลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ในเซ็กเมนต์รถสกูตเตอร์และรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวแทบจะไม่ขยายตัว
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทเชื่อว่าจะเป็นปีที่บริษัทมียอดขายเติบโตอีกครั้ง โดยตั้งเป้าหมายอยู่ที่ 5 หมื่นคัน หรือเติบโตขึ้น 25% มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 2.9% และมีการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานมูลค่า 500 ล้านบาท
เชื่อว่าตลาดรถจักรยานยนต์นับจากนี้จะค่อยๆ ปรับตัวรองรับกับสภาพตลาดที่เติบโตได้น้อยลง ขณะเดียวกันการจะแข่งขันจะเข้มข้นขึ้นทั้งในเรื่องของรถใหม่ๆ และการจัดอีเวนต์ที่มุ่งไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น







