
สาลินี วังตาล มือปราบล้างหนี้เน่า
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ต้องถือว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกไม่ผิดที่ส่ง “สาลินี วังตาล” อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาเป็นประธานคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2557 เพราะผ่านไป 5 เดือนเศษ ก็สามารถทำให้เอสเอ็มอีแบงก์หลุดจากการถูกปิดกิจการและกลายเป็นโมเดลตัวอย่างในการจัดการหนี้เสียของสถาบันการเงิน
สาลินี กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2557 ธพว.มีหนี้เสียสูงถึง 35,359 ล้านบาท มากกว่า 50% ของยอดสินเชื่อ เมื่อบอร์ดใหม่เข้าทำงานจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้อย่างเข้มข้น จนสิ้นปี 2557 ยอดหนี้เสียลดลงถึง 3,453 ล้านบาท เหลือ 31,960 ล้านบาท และสิ้นปีนี้จะแก้ไขให้หนี้เสียลดลงไม่น้อยกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้สิ้นปี 2558 มียอดหนี้เสียต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท หรือไม่เกิน 20% ของสินเชื่อคงค้าง
ทั้งนี้ ได้แยกหนี้เสียเป็น 5 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ลูกหนี้ไม่ทำกิจการแล้วจำนวน 1 หมื่นล้านบาท จะเปิดประมูลขาย ปรากฏว่ากองแรกที่จะขาย 500 ล้านบาท ในภาคตะวันออก ลูกหนี้รู้ว่าแบงก์เอาจริงก็วิ่งมาขอประนอมหนี้จนเหลือประมูลขาย 316 ล้านบาท ล่าสุดมีลูกหนี้ที่กลัวถูกขายทรัพย์มาติดต่อเกินกว่าที่คิดไว้ โดยคาดว่ากลุ่มนี้จะมีลูกหนี้ 20% หรือ 2,000 ล้านบาท ที่สามารถดึงมาปรับโครงสร้างหนี้ได้
กลุ่มที่ 2 คือ ลูกหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน 5,000 ล้านบาท ที่ถูกฟ้องและยังไม่ฟ้อง หรือศาลพิพากษาแล้ว ซึ่งได้ว่าจ้างบริษัทบริหารสินทรัพย์ ศรีสวัสดิ์ ติดตามทวงหนี้ให้และกรมบังคับคดีได้เปิดไกล่เกลี่ยลูกหนี้ด้วย จนทำสัญญาประนอมหนี้ได้กว่า500 ล้านบาท จึงเตรียมลงพื้นที่อื่นเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ต่อไป
กลุ่มที่ 3 คือ ลูกหนี้รายย่อยที่อยู่ในโครงการชดเชย หรือพีเอสเอของรัฐบาล ประมาณ 2,800 ล้านบาท แยกเป็น 2 โครงการใหญ่ คือ ผู้ประกอบการแยกราชประสงค์และน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ซึ่งต้องรอให้สิ้นสุดโครงการในปี2559-2560 ก่อนจึงจะสรุปยอดได้
กลุ่มที่ 4 เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ หรือลีสซิ่ง อีก 1,400 ล้านบาท เป็นโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร 400-500 ล้านบาท ที่เหลือเป็นลีสซิ่ง รสบัส รถตู้ หัวลากเรือ เครื่องจักร กลุ่มนี้พบว่าเมื่อธนาคารส่งจดหมายแจ้งไปก็มีคนติดต่อขอประนอมหนี้จำนวนมากไม่น้อยกว่า 50% ธนาคารจึงต้องเลื่อนการเปิดประมูลหนี้กลุ่มนี้ในเดือน ก.พ. ออกไปก่อน เพื่อสำรวจลูกหนี้เป็นครั้งสุดท้าย
กลุ่มที่ 5 คือ ลูกหนี้ในชั้นปรับโครงสร้าง 1.4 หมื่นล้านบาท จะมีคณะทำงานเฝ้าติดตามลูกหนี้อย่างใกล้ชิด
สำหรับแนวทางป้องกันการเกิดหนี้เสียใหม่จะทำตั้งแต่กระบวนการอนุมัติสินเชื่อแยกตามเขต มีแผนกบริหารความเสี่ยงและสร้างระบบเตือนภัย รายไหนค้างชำระจะต้องมีการติดตามตาม ทั้งโทรศัพท์ทวงถามและเข้าพบลูกค้าเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งทำให้สินเชื่อที่ปล่อยใหม่มีลูกหนี้ตกชั้นเพียง 0.5% เท่านั้น
ทั้งนี้ เชื่อว่าจากแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้มีลูกหนี้หันกลับมาสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น เพราะเป้าหมายการแก้หนี้ของธนาคารไม่ได้มุ่งที่การยึดทรัพย์หรือฟ้องบังคับคดี แต่ต้องการช่วยฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ให้กิจการอยู่รอดและกลับมาเป็นลูกหนี้ปกติต่อไป







