
เปิดวิชั่นเอไอเอส ทุ่ม 4 หมื่นล้านย้ำแชมป์
ได้ฤกษ์เปิดแผนงานปี 2558 สำหรับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่นอกจากจะประกาศแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้แล้ว ยังวางวิชั่น 5 ปีนับจากนี้ ด้วยการตั้งเป้าเป็น “ผู้สร้างสรรค์บริการดิจิทัลเพื่อคนไทย-Your Digital Life Partner” เพื่อให้คนไทยยกระดับการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีดิจิทัล
ได้ฤกษ์เปิดแผนงานปี 2558 สำหรับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่นอกจากจะประกาศแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้แล้ว ยังวางวิชั่น 5 ปีนับจากนี้ ด้วยการตั้งเป้าเป็น “ผู้สร้างสรรค์บริการดิจิทัลเพื่อคนไทย-Your Digital Life Partner” เพื่อให้คนไทยยกระดับการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีดิจิทัล
วิทิต ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหารเอไอเอส กล่าวว่า ในปีนี้เอไอเอสจะใช้เงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งบลงทุน 3 หมื่นล้านบาท สำหรับการขยายโครงข่ายโดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสถานีฐานเป็น 2.9 หมื่นสถานีฐาน
ทั้งนี้ จะเน้นเพิ่มในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่นในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น จากสิ้นปี 2557 มีสถานีฐาน 2 หมื่นสถานีเครือข่าย ซึ่งครอบคลุม 97% ของพื้นที่ในไทยหรือ 77 จังหวัด ส่วนงบอีก 1 หมื่นล้านบาท จะใช้สำหรับลงทุนฟิกซ์บรอดแบนด์และรองรับงานด้านอื่น
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมงบสำหรับการเข้าร่วมประมูลอย่างน้อย 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านการสื่อสารได้อย่างครบทุกด้าน
ปัจจุบัน เอไอเอสมีฐานลูกค้าทั้งหมด 44 ล้านราย โดยเป็นลูกค้า 3จี คลื่น 2100 จำนวนกว่า 30 ล้านราย และที่เหลือยังมีอีกกว่า 10 ล้านรายอยู่ในระบบ 2จี ทำให้ต้องเพิ่มโครงข่ายเพื่อให้การใช้งานเครือข่ายให้ไหลลื่นมากที่สุด พร้อมตั้งเป้าเปลี่ยนฐานเครือข่ายจาก 2จี เป็น 3จี ในระยะเวลา 5 เดือน
“เป้าหมายของเรา คือ การรักษาแชมป์ของการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายเบอร์ 1 ของประเทศ ด้วยการทุ่มงบลงทุนต่อเนื่องด้านโครงข่ายและลงทุนเพื่อรุกธุรกิจดิจิทัลให้มากขึ้น แม้ว่าเอไอเอสจะไม่มีอิมเมจ 4จี เหมือนรายอื่น แต่ก็ให้ลูกค้าใช้งานสัญญาณ 3จี ดีไม่แพ้กัน”
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เอไอเอสได้ลงทุนรวมแล้วกว่า 2.4 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีการใช้งานวอยซ์ผ่านเอไอเอส 90 ล้านครั้ง/วัน และมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากกว่า 200 ล้านครั้ง
ด้าน สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส กล่าวว่า การตั้งเป้าการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของปี 2558 นี้ แบ่งเป็นตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเติบโต 3-4% หรือคิดเป็นมูลค่า 2.33 แสนล้านบาท ตลาดการจัดจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโตขึ้น 10% คิดเป็นมูลค่าตลาด 1.27 แสนล้านบาท และตลาดฟิกซ์บรอดแบนด์มูลค่า 6.2 หมื่นบ้านบาท จะเติบโตเพิ่มขึ้น 15%
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีอุปกรณ์สื่อสารเพิ่มเข้ามาในตลาดอีกประมาณ 20 ล้านเครื่อง จึงคาดการณ์ว่าการใช้งานวอยซ์จะลดลง 5%
ขณะเดียวกัน ภายในไตรมาสแรกปีนี้ เอไอเอสจะทำการตลาดการให้บริการฟิกซ์บรอดแบนด์ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีความเร็ว 1 Gbps ซึ่งเริ่มให้บริการแล้วในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และคาดว่าในอีก 5 ปีนับจากนี้จะมีส่วนแบ่งตลาด 25-30% ถือเป็นรายใหญ่รายหนึ่งของผู้ให้บริการจากจำนวนลูกค้า 10 ล้านครัวเรือนใน 5 ปี
ปัจจุบัน เอไอเอสมีไฟเบอร์ความยาว 1.2 แสนกิโลเมตร ซึ่งสามารถลากสายเข้าถึงบ้านได้ หรือ Fibre to home ได้ทันที ขณะเดียวกันได้มีการพัฒนาคุณภาพ AIS Wi-fi ไปสู่ AIS Super Wi-fi ด้วยความเร็วสูงขึ้นเริ่มจาก 600 Mbps ซึ่งเร็วกว่าเทคโนโลยี 4จี ราว 5-6 เท่า
“เอไอเอสตั้งเป้าให้เป็นรายใหญ่ของผู้ให้บริการฟิกซ์บรอดแบนด์ หากในตลาดมีผู้ให้บริการ 4 ราย เอไอเอสต้องมีส่วนแบ่งตลาด 25% แต่ถ้ามี 3 รายก็ต้องมี 30% ซึ่งในระยะเวลา 5 ปีนี้ เราเชื่อมั่นว่าทำตลาดได้ไม่แพ้รายอื่นๆ แน่นอน ถึงแม้จะเข้ามาเล่นในตลาดนี้ช้ากว่ารายอื่น แต่เรื่องของความพร้อมทั้งเทคโนโลยี อุปกรณ์ และความสามารถของผู้ใช้งาน ทุกอย่างอยู่ในจังหวะที่ลงตัว ดังนั้นเราเชื่อว่าการลงทุนฟิกซ์บรอดแบนด์ในปีนี้เป็นจังหวะที่ถูกต้อง” สมชัย กล่าว
นอกจากนี้ ยังขยายการลงทุนในเรื่องบริการดิจิทัลให้ตอบสนองการทำงานของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น AIS Play Box กล่องดิจิทัลสำหรับชมรายการทีวีทุกค่ายในความละเอียดระดับ 4K, AIS Cloud, AIS E-Money และ AIS Business Solution เพื่อตอบโจทย์การทำงานและการใช้ชีวิตทุกด้านของคนไทย ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้เอไอเอสเปลี่ยนจาก Telecom Service Provider เป็น Digital Life Service Provider ภายใน 5 ปีจากนี้
“ในยุคของความต้องการด้านบริการผ่านดีไวซ์ต่างๆ ที่มากขึ้น บริการดิจิทัลต่างๆ บริษัทได้เตรียมไว้รองรับครบทุกด้าน เช่น การให้บริการคลาวด์ที่เริ่มมีความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้น พร้อมเปิดให้ทดลองใช้งานฟรี 1 ปี ฝากเงินผ่านระบบเอ็มเปย์แบบมีดอกเบี้ยรวมทั้งใช้งานอุปกรณ์แบบ M2M ขององค์กรเพื่อให้การทำธุรกิจสะดวกขึ้น ถือว่าตอบโจทย์ให้ชีวิตง่ายในโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง”
สมชัย กล่าวสรุป







