posttoday
ญี่ปุ่นโหมอาเซียน ยึดไทยฐานส่งออก-ลงทุน

ญี่ปุ่นโหมอาเซียน ยึดไทยฐานส่งออก-ลงทุน

29 มกราคม 2558

หลังจากญี่ปุ่นประกาศใช้นโยบาย Thailand+1 หรือนโยบายขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซี) โดยคณะสำรวจเศรษฐกิจจึงได้ทำการสำรวจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแผนการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านจากบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทย

หลังจากญี่ปุ่นประกาศใช้นโยบาย Thailand+1 หรือนโยบายขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซี) โดยคณะสำรวจเศรษฐกิจจึงได้ทำการสำรวจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแผนการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านจากบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทย

มาซายาสุ โฮซูมิ ประธานคณะสำรวจเศรษฐกิจ เจซีซี-กรุงเทพฯ และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ เปิดเผยผลสำรวจว่า 17% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามได้ขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ แล้ว 12% กำลังวางแผนการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และ 25% ยังไม่กำหนดแผนการขยายธุรกิจที่แน่นอน

ทั้งนี้ เหตุผลในการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ หากพิจารณาในแง่ของประเทศไทย บริษัทส่วนใหญ่ 22% ตอบว่าไทยมีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสูงขึ้น ขณะที่ 20% ต้องการกระจายความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมือง และ 11% กระจายความเสี่ยงจากภัยพิบัติอุทกภัย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับดัานการลงทุน การไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี)

ในทางกลับกัน หากพิจารณาในแง่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ นั้น 31% ตอบว่าประเทศเพื่อนบ้านมีความน่าสนใจของตลาดภายในประเทศ ขณะที่ 18% ระบุว่ามีลูกค้าและผู้ผลิตสินค้าอยู่ในประเทศนั้นๆ 16% เห็นว่าต้นทุนด้านบุคลากรต่ำกว่า สำหรับปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ สามารถเข้าถึงจากประเทศไทยได้สะดวก มีความพร้อมด้านแรงงาน มีความพร้อมและประสิทธิภาพด้านการขนส่ง

สำหรับรูปแบบการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า บริษัทส่วนใหญ่ 39% วางแผนที่จะขยายห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่อีก 39% มุ่งเป้าตลาดของประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ และ 3% กระจายความเสี่ยงในการลงทุน

ขณะที่ประเทศเป้าหมายในการขยายธุรกิจ หรือประเทศที่ได้มีการขยายธุรกิจเข้าไปแล้ว พบว่า 51% ตอบว่าประเทศอินโดนีเซีย 43% ประเทศพม่า 39% ประเทศเวียดนาม และ 27% ประเทศกัมพูชา ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย จีน มาเลเซีย ลาว ตามลำดับ

สอดคล้องกับตลาดการส่งออกของญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งตลาดส่งออกที่มีลู่ทางสดใสในอนาคต 51% ตอบว่าตลาดอินโดนีเซีย 36% ตลาดเวียดนาม 31% ตลาดอินเดีย 30% ตลาดพม่า และ 19% ตลาดกัมพูชา ส่วนตลาดญี่ปุ่นเองอยู่ในลำดับที่ 5 ตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่อันดับที่ 11 และยุโรปอันดับที่ 12

สำหรับความคาดหวังต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พบว่า 59% ต้องการให้มีการปรับปรุงระบบ พิธีการทางศุลกากรให้ง่ายขึ้น ใช้ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (ซิงเกิ้ลวินโดวส์) 51% ต้องการให้ยกเลิกภาษีศุลกากรในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ขณะที่ 33% ต้องการให้มีการรวบรวมข้อมูลการตีความ การบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า 30% ต้องการให้มีการเปิดเสรีการโอนย้ายแรงงานฝีมือ 30% ป้องกันการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อนและแก้ไขการนำระบบหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายเข้ามาใช้

นอกจากนี้ ยังต้องการให้ปรับลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ผ่อนปรนระเบียบการโยกย้ายเงินทุน ปรับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท