posttoday
แบก LTF ต้นทุนสูงอยู่ทำไม?

แบก LTF ต้นทุนสูงอยู่ทำไม?

29 มกราคม 2558

นักลงทุนเคยรู้สึกและถามตัวเองอยู่บ่อยๆ มั้ยครับ ว่า เราจะลงทุนในกองทุน LTF เมื่อไหร่ดี และท้ายที่สุดก็มักจะไปลงเอยเมื่อถึงช่วงปลายปีซึ่งดัชนีตลาดหลักทรัพย์มักปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว และนักลงทุนหลายรายก็มักจะรอลงทุนจนถึงวันสุดท้ายของสิ้นปีจนเป็นเรื่องปกติ

นักลงทุนเคยรู้สึกและถามตัวเองอยู่บ่อยๆ มั้ยครับ ว่า เราจะลงทุนในกองทุน LTF เมื่อไหร่ดี และท้ายที่สุดก็มักจะไปลงเอยเมื่อถึงช่วงปลายปีซึ่งดัชนีตลาดหลักทรัพย์มักปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว และนักลงทุนหลายรายก็มักจะรอลงทุนจนถึงวันสุดท้ายของสิ้นปีจนเป็นเรื่องปกติ

จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุน LTF พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจลงทุนในช่วงปลายปีของทุกปี ส่วนหนึ่งก็อาจเกิดจากเหตุผลที่ช่วงต้นปีมักจะรอดูสถานการณ์จึงไม่รีบร้อนลงทุน เมื่อผู้ลงทุนส่วนใหญ่ตัดสินใจลงทุนกันในช่วงปลายปีก็ส่งผลให้ดัชนี SET Index ในเดือน ธ.ค.ก็มักจะมีผลตอบแทนเป็นบวก โดยในระหว่างปี 2548-2557 SET Index ปรับตัวเป็นบวกเฉลี่ย 2% หากพิจารณาร่วมกับแนวโน้มตลาดหุ้นที่เป็นขาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับว่านักลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนช้าก็จะได้ต้นทุนในการลงทุนที่สูงขึ้นด้วย

เพื่อตัดปัญหาความลังเลในการลงทุน และทำให้ไม่ต้องลงทุนในดัชนีที่แพง นักลงทุนจึงควรเริ่มวางแผนการลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่จำเป็นต้องรอลงทุนในช่วงปลายปีแต่อย่างเดียว

ทั้งนี้ ทางเลือกการลงทุนง่ายๆ ที่จะช่วยให้นักลงทุนประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้โดยไม่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารอะไรมากมาย เพียงแค่มีวินัยการลงทุนนั่นเอง นักลงทุนอาจเลือกรูปแบบการลงทุน เช่น การลงทุนแบบสม่ำเสมอเป็นงวดๆ หรือการทำ Dollar Cost Average (DCA)

การลงทุนแบบ Dollar Cost Average หรือ DCA ผู้ลงทุนเพียงแต่แบ่งเงินลงทุนที่ต้องการลงทุนออกเป็นงวดๆ เท่าๆ กัน เช่น ทุกๆ เดือน หรือทุกๆ ไตรมาส เป็นต้น โดยการลงทุนแบบนี้จะไม่สนใจว่า SET Index ณ เวลานั้นจะเป็นเท่าใด การลงทุนแบบนี้จะช่วยลดปัญหาการตัดสินใจด้วยอารมณ์ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะโลภ และเข้าลงทุนครั้งละมากๆ ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น แต่เมื่อตลาดปรับตัวลงอย่างรวดเร็วนักลงทุนกลับไม่กล้าลงทุน หรือเกิดความกลัว ซึ่งขัดกับหลักการลงทุนที่ต้องการเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำมากที่สุด ดังนั้นวิธีการลงทุนแบบ DCA นอกจากเป็นการสร้างวินัยการลงทุนที่สม่ำเสมอแล้ว ยังมีผลพลอยได้คือช่วยเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนให้ลดลงได้อีกด้วย

เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนโดยวิธีเฉลี่ยลงทุน ทุกๆ เดือน กับการลงทุนเพียงก้อนเดียวทั้งหมดตอนปลายปี พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2553-2557) การลงทุนแบบครั้งเดียว จะได้ผลตอบแทนรวม 28.5% หรือเฉลี่ยประมาณ 5.1% ต่อปี ขณะที่การเฉลี่ยลงทุนได้ผลตอบแทนรวมสูงกว่าที่ 32.4% หรือได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.8% ต่อปี

ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรที่จะต้องรอดูสถานการณ์ตลาดเพื่อตัดสินใจลงทุน หรือรอที่จะลงทุนครั้งละมากๆ ตอนปลายปี การตัดสินใจลงทุนได้เร็วยิ่งเป็นผลดีเนื่องจากมุมมองในอนาคตภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีการขยายตัวส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นจะยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สำหรับมนุษย์เงินเดือนการจ่ายเงินก้อนในคราวเดียวอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ และอาจมีความเสี่ยงหากไม่ได้กันเงินบางส่วนเพื่อใช้จ่ายในภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นวิธีการลงทุนแบบ DCA จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แม้จะไม่ได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้มาคือการมีวินัยในการออมนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท