
การวางแผนทางการเงินเพื่อลูกอย่างมั่นคง
ในแต่ละ Life Stage ของคนเราทุกคนมีความต้องการทางการเงินไม่เหมือนกัน และเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ช่วงเริ่มเรียนจบ Life Stage ของทุกคนจะไม่แตกต่างกันมาก คือยังสนุกกับการมีชีวิตอิสระ และเริ่มต้นชีวิตการทำงาน โดยแผนทางการเงินที่ต้องการไม่มีอะไรมาก นอกจากต้องการเงินในการไปเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือสังสรรค์หลังเลิกงาน เพราะฉะนั้นในช่วงชีวิตนี้จะไม่ค่อยมีระเบียบวินัยในการเงินมากนัก และยังสนุกกับการมีชีวิตอิสระในการใช้เงิน
ในแต่ละ Life Stage ของคนเราทุกคนมีความต้องการทางการเงินไม่เหมือนกัน และเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ช่วงเริ่มเรียนจบ Life Stage ของทุกคนจะไม่แตกต่างกันมาก คือยังสนุกกับการมีชีวิตอิสระ และเริ่มต้นชีวิตการทำงาน โดยแผนทางการเงินที่ต้องการไม่มีอะไรมาก นอกจากต้องการเงินในการไปเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือสังสรรค์หลังเลิกงาน เพราะฉะนั้นในช่วงชีวิตนี้จะไม่ค่อยมีระเบียบวินัยในการเงินมากนัก และยังสนุกกับการมีชีวิตอิสระในการใช้เงิน
Life Stage ถัดมาคือเริ่มเข้าสู่วัยสร้างเนื้อสร้างตัว คือเริ่มทำงานมา 3-4 ปี เริ่มคิดถึงการมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง เช่น เริ่มอยากมีรถ คอนโด หรือบ้าน หรือบางคนอาจจะคิดถึงการมีครอบครัว แต่การสนุกกับการใช้เงินเพื่อท่องเที่ยวหรือการสังสรรค์ยังคงมีอยู่ ซึ่งการวางแผนทางการเงินนั้นจะยังเป็นเพียงระยะสั้น ดังนั้นจะเริ่มศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น เงินออมประจำเดือน การกู้เงินเพื่อซื้อรถ ซื้อบ้าน แต่จะยังไม่มีแผนการเงินที่ชัดเจนเพราะชีวิตยังมีอิสระ
แต่การวางแผนทางการเงินอย่างเป็นระบบจะเริ่มเข้ามามีบทบาทชัดเจนเมื่อ Life Stage ที่ 3 คือ การสร้างครอบครัวและเริ่มมีลูก เพราะวันที่มีครอบครัวและเริ่มเป็นคุณพ่อคุณแม่นั้นจะเริ่มมีคำพูดหลายๆ คำ เช่น ตั้งแต่เป็นคุณพ่อคุณแม่ ป่วยไม่ได้ ตายไม่ได้ มีหลายคนยังไม่ได้มองแผนทางการเงินให้ลูก หรือยังไม่รู้จะทำอย่างไร เพียงแต่มองแผนระยะสั้นเท่านั้น
แนวทางที่จะทำให้เกิดระบบการวางแผนทางการเงินให้อย่างมีระบบเพื่อลูกทำได้อย่างไร ทำผ่านผลิตภัณฑ์ประกันได้และเป็นทางที่ดีที่สุดแน่นอน แต่พอกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ประกัน หลายๆ คนก็คงส่ายหน้าและบอกว่าภาระที่ต้องจ่ายตลอด ไม่อยากซื้อนานเกินไป แต่ถ้ามองกันจริงๆ แล้วจะพบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเจ้าของกิจการ สำหรับการล็อกเงินตามช่วงเวลาพร้อมมีเป้าหมายที่ชัดเจน
หลักการง่ายๆ เพื่อความเข้าใจ คือ เราจะมีเงินในอนาคตตามแผนที่เราวางไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม อธิบายได้ง่ายๆ ว่า เราสามารถกำหนดว่ากรมธรรม์แต่ละฉบับมีความหมายได้เป็นรูปธรรม เช่น การที่ลูกต้องการรถยนต์เมื่ออายุ 18 ปีต้องมีเงินประมาณ 8 แสนบาทเพื่อซื้อรถ เราสามารถเลือกประกันรูปแบบสะสมทรัพย์รูปแบบสั้น โดยเลือกระยะเวลาที่ครบอายุลูกตอนอายุ 18 ปี เช่น จำพวกฝาก 7 หรือ 8 ปี ครบสัญญาตอน 15 ปี เราก็เริ่มฝากให้ตั้งแต่ลูก 3 ขวบ ดังนั้นประกันฉบับนี้จะเรียกว่ากรมธรรม์รถของลูก หรือการที่ลูกต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ อาจจะต้องใช้เงินอย่างน้อย 2 ล้านบาท โดยอายุลูกที่จะไปเรียนเมืองนอกประมาณ 20 ปี เราก็สามารถเลือกรูปแบบประกันที่เป็นสะสมทรัพย์รูปแบบยาว คือฝาก 20 ปี ได้เงินคืนปีที่ 20 นั้นจะทำให้เรามีเงินก้อนที่จะส่งลูกเรียน จะทำให้เรามีประกันฉบับที่เรียกว่าเงินกรมธรรม์ศึกษาต่อต่างประเทศลูก
ข้อดีของบริหารการเงินแบบนี้ คือ เราสามารถมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกของเรายังคงมีทุกอย่างเหมือนเดิมในทุกช่วงอายุของเขา ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ของการล็อกเงินที่มีจุดประสงค์ชัดเจน และมุมมองเราจะเปลี่ยนจากภาระที่ต้องจ่ายเป็นกรมธรรม์ที่มีคุณค่าทันที มีคนหลายคนถามว่าทำไมไม่เลือกการฝากเงินแทน มีความยืดหยุ่นมากกว่าด้วย สิ่งที่แตกต่างกันคือ เราไม่ได้รับความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น การเงินลูกเราก็จะไม่มั่นคงในช่วงอายุลูกที่ต้องใช้ และการออมเงินผ่านประกันเป็นวินัยการสร้างวินัยการเงินที่ดีที่สุด และคนหลายคนยังคงคิดว่าจะมีต้องมีเงินเหลือเพื่อเป็นมรดกให้ลูก
ถ้าเรามองที่มุมนี้ด้วยเราควรเลือกประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยไม่สูง ให้ทุนคุ้มครองสูง หลายคนมองว่าเป็นเบี้ยทิ้งไม่ได้อะไร ไม่คุ้ม ขอให้ปรับมุมมองเป็นอีกด้านว่ามันคือกรมธรรม์ที่เป็นมรดก เช่น ต้องการมีมรดกให้ลูก 5 ล้านบาท ก็เลือกประกันชีวิตแบบจ่าย 20-25 ปี คุ้มครองถึงอายุ 80-90 ปี โดยทุนประกันมูลค่า 5 ล้านบาท การบริหารเงินแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ในช่วงเกษียณก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เหลือเงินให้ลูกเป็นมรดก การบริการแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถมีอิสระทางการเงินได้ตลอดจนหลังเกษียณอายุ เพราะได้เตรียมทุกอย่างไว้ในทุกช่วงอายุโดยไม่เดือดร้อนการเงินในทุกๆ วันที่เราใช้ชีวิต และไม่ต้องมีความกังวลในทุกสถานการณ์
เมื่อเรารู้แนวทางการบริหารจัดการและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวแล้ว อยากให้ทุกคนกลับไปเปิดดูกรมธรรม์ที่ทุกท่านซื้อไว้ว่า เพียงพอต่อแผนการเงินหรือเป้าหมายที่ต้องวางไว้แล้วหรือยัง และครบทุกเป้าหมายในช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือยัง ทีนี้เราจะได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ไม่ใช่เพียงเพื่อหักภาษี หรือซื้อเพราะช่วยๆ คนอื่น ไม่ได้เห็นประโยชน์ของมันจริงๆ







