
สาเกฟูกุชิมา...ระส่ำ เจอลูกค้าบอกลาเพียบ
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
หลังจากเกิดวิกฤตภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟูกุชิมาไดอิชิขึ้นในช่วงเดือน มี.ค. 2011 ไม่เพียงแต่จะทำให้ญี่ปุ่นนั้นต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงบรรดาผู้ผลิตสาเก ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายย่อยในจังหวัดฟูกุชิมาของญี่ปุ่นอีกด้วย
ฮิโรยูกิ คาราฮาชิ เจ้าของบริษัทกลั่นสาเกโฮมาเระ ของจังหวัดฟูกุชิมา เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า เจ้าตัวยังคงได้รับสายจากบรรดาผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่โทรมาแสดงถึงความกังวลต่อสารกัมมันตภาพรังสีในตัวสาเก
“หนึ่งในสายที่ผมได้รับบอกผมว่า เขาได้รับสาเกมาจากเพื่อน แต่เขาไม่อยากได้มัน เขาเลยถามว่า ถ้าจะขอคืนได้ไหม ผมจึงบอกเขาไปว่าให้นำไปทิ้ง แต่เขาก็ตอบกลับมาว่า สิ่งที่อยู่ในสาเกจะปนเปื้อนในที่ที่นำไปทิ้ง” คาราฮาชิ กล่าว
ขณะเดียวกัน คาราฮาชิ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมาคมผู้ผลิตสาเกประจำจังหวัดฟูกุชิมา ยังระบุด้วยว่า ผู้บริโภคมีจำนวนมากขึ้นที่ไม่ซื้อสาเกจากฟูกุชิมา
“พวกเขาจะไม่พูดอย่างเปิดเผยว่าจะไม่ซื้อสินค้าจากฟูกุชิมา แต่พวกเขาจะไม่เคยซื้อเลยต่างหาก ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นพวกเราไม่มีโอกาสที่จะได้พูดถึงความปลอดภัยในสินค้าของเราแม้แต่น้อย” คาราฮาชิ ระบุ
ไม่เพียงแต่ตลาดในประเทศเท่านั้นที่มียอดขายลดลง ทว่าตลาดส่งออกหลักอย่างจีน และเกาหลีใต้ก็ห้ามนำเข้าสาเกที่มาจากฟูกุชิมาเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ บรรดาผู้บริโภคแสดงความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่ที่ปลูกข้าว รวมไปถึงน้ำว่าอาจจะปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่นอกพื้นที่กักกันก็ตาม ขณะเดียวกัน คาราฮาชิ ยังระบุด้วยว่า แม้ว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะเข้ามาตรวจคุณภาพของวัตถุดิบและสินค้าของสมาชิกในสมาคมแล้ว และพบว่าปลอดภัย แต่บรรดาผู้บริโภคก็ยังคงไม่มั่นใจในตัวสินค้าอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาเก ระบุว่า ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟูกุชิมาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมสาเกในวงกว้าง เนื่องจากว่าความกังวลในสารกัมมันตภาพรังสีทำให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมีความสนใจมากขึ้นเกี่ยวกับที่มาและคุณภาพของสาเก ซึ่งสามารถทำให้เพิ่มราคาได้มากขึ้น และผลิตสาเกแบบพรีเมียมออกมาได้ด้วย
เหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟูกุชิมายังเกิดขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่อุตสาหกรรมสาเกของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความตกต่ำ โดยผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มองว่าสาเกเป็นแฟชั่นสมัยก่อน ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนของสาเกที่มีในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 6.5% ในปี 2013 จากปีก่อนหน้าที่ 6.7%
ทั้งนี้ แม้ว่ายอดขายของสาเกในประเทศญี่ปุ่นจะกำลังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทว่า ยอดขายสาเกแบบพรีเมียม ซึ่งหมายถึงสาเกที่ผลิตจากข้าวคุณภาพดีกว่า และไม่มีสารปรุงแต่ง กลับเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้น 14.8% ในปี 2013
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น รีเบกกา วิลสัน-ลี นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสาเก ระบุว่า เป็นผลมาจากภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟูกุชิมา โดยระบุว่า หลังจากที่เกิดภัยพิบัติทำให้คนให้ความสำคัญกับที่มาการปลูกข้าว และความปลอดภัยของสินค้ามากขึ้น
“ในช่วงไม่กี่ปีหลังเกิดภัยพิบัติ เราจะได้เห็นว่าสาเกที่ผลิตขึ้นมาจากข้าวที่ปลูกแบบออร์แกนิก และใช้ยาฆ่าแมลงต่ำ และผู้ผลิตสาเกจำนวนมากขึ้นก็เริ่มที่จะปลูกข้าวด้วยตัวเอง ซึ่งฉันเชื่อว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยหลังวิกฤตฟูกุชิมา” วิลสัน-ลี ระบุ







